เขาคา : มหาเทวลัยแห่งพระศิวะ
เขียนโดย: จำรัส เพชรทับ
เมื่อประมาณ ๑,๕๐๐ ปี ที่ผ่านมา ศาสนาพราหมณ์ได้เผยแพร่เข้ามาในคาบสมุทรทะเลใต้หรือภาคใต้ของไทยปัจจุบัน ช่วงนั้นคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์เน้นการหาภูมิสถานเพื่อจำลองเขพระสุเมรุ อันเป็นที่ประทับแห่งมหาเทพโดยเฉพาะพระศิวะ ภูมิสถานตามพระคัมภีร์และอิทธิพลแห่งผู้นำสมัยนั้นคือ อคัสตยะ ผู้ที่พราหมณ์ลัทธิไศวนิกายถือเป็นอิศวรอวตาร เริ่มจากการค้นการค้นหาภูเขาศักดิ์สิทธิ์อันสามารถจำลองเป็นพระสุเมรุพราหมณ์เรียกภูเขาศักดิ์สิทธิ์นี้ว่า ‘ตีรถะ” เขาคาที่พราหมณ์คันพบมีลักษณะภูมิสถานที่ตรงตามพระคัมภีร์อย่างวิเศษ เป็นภูเขาลูกโดด ไม่สูงเกินไป สามารถสร้างเทวสถานให้ผู้คนขึ้นเคารพบูชาได้ มีแม่น้ำไหลลงมาจากเทือกเขาด้านทิศตะวันตกอันเป็นทิศที่องค์พระศิวะประทับ ไหลเลียบเขาคาเป็นดั่งพระแม่คงคาอันดิ์สิทธิ์ที่ไหลจากมุ่นพระเกศาแห่งองค์ศิวะ ผ่านเขาพระสุเมรุและบนเนินเขาด้านเหนือสุด มีหินธรรมชาติดั่งศิวลึงค์ที่พราหมณ์ถือว่าเป็น ลิงคบรรพต หรือ สยมภูวลึงค์ ลึงค์ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้แก่มวลมนุษย์ได้เคารพบชา เป็นตัวแทนแห่งองค์ศิวะเทพบบพื้นเขาคาจึงเป็นภูมิสถานตรงตามพระคัมภีร์ที่เกิดจากมหาเทพหนึ่งเดียวในทะเลใต้
ต้นกำเนิดชื่อเมืองตามพรลิงค์ ตามพรลิงค์ ชื่อแรกของเมืองนครศรีธรรมราช ปรากฏตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรรษที่ ๑๐ ทั้ง มะกะลิง ตะมะลิง ตามรยะลิงค์ ตามพรลิงเคศวร ตันหม่าหลิง และ ตามพรลิงค์ อันแปลว่า ศิวลึงค์ทองแดงหรือลิงค์ทองแดง นักวิชาการและผู้สนใจจำนวนมากพยายามสืบค้นว่า ลึงค์ทองแดงเป็นชื่อจากอะไร และอยู่จุดไหน แต่ก็มีนักโบราณคดีและนักวิชาการบางส่วนได้ศึกษาอย่างละเอียด เจาะลึกเทียบเคียงกับประเทศต่าง ๆ ที่รับอิทธิพลศาสนาพราหมณ์เข้าไปได้ชี้ชัดว่า เมืองตามพรลิงค์ อันมีความหมายว่า ลิงค์ทองแดงกำเนิดจากเขาคา
ลิงค์ทองแดง เป็นการตั้งชื่อจากลิงคบรรพตหรือสยมภูวลึงค์ ที่ประดิษฐานเนินเหนือสุดของเขาคาเป็นหินธรรมชาติ รูปทรงแบบศิวลีงค์ที่มีร่องรอยการแกะสลักเล็กน้อย เพื่อให้เกิดเส้นพรหมสูตรและเส้นปารศวสูตร (เส้นของเอ็นหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย) สามารถมองเห็นจากทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศตะวันออก ลึงคบรรพตองค์นี้จะห่างจากชายฝั่งโบราณประมาณ ๔๐๐ เมตร ตั้งสูง ๖๐ เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง นักเดินเรือโบราณสามารถมองเห็นได้เด่นชัด สามารถเป็นจุดหมาย (Land Mark) สำคัญของนักเดินเรือได้เป็นอย่างดี
ในความเชื่อของพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ถ้าลึงคบรรพตหรือหรือสยมภูวงลึงค์แตกหักหรือร้าว จะเกิดอุบัติภัยอย่างใหญ่หลวงต่อชาวบ้าน จะต้องทำพิธีบูชาเทพและหุ้มห่อศิวลึงค์ด้วยทองแดงหรือทองคำ ซึ่งเชื่อว่าลึงคบรรพตองค์นี้คงได้รับการหุ้มห่อด้วยทองแดง และเรียกขานกันต่อมาว่า ตามพรลิงค์ โดยอาจเป็นที่ตั้งเมืองหรือจุดหมายนักเดินทางได้ จึงบันทึกชื่อเมืองแรกแถบทะเลใต้นี้ว่า “ตามพรลิงค์”
คติความเชื่อเรื่องการประดิษฐานศิวลึงค์บนยอดเขาในพุทธศตวรรษที่ ๘-๑๑ ปรากฏทั่วภาคพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐที่นับถือศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย พระราชา คือ กษัตริย์แห่งภูเขา (King of the Mountain) ศิวลีงค์จึงเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์เป็นสัญลักษณ์ของการสร้างบ้านแปงเมืองและการสถาปนาอำนาจของกษัตริย์ ความเจริญรุ่งเรืองของรัฐ จึงผูกพันกับการทำพิธีบูชาศิวลึงค์
ไศวภูมิมณฑล โดยรอบเขาคาอันเป็น ตีรถะ มีร่องรอยหลักฐานการอาศัยของประชาชนจำนวนมาก รวมถึงเทวสถานที่มีลำดับรองลงไป ทั่วทุกสายน้ำใกล้เคียง มีการขุดคลองเชื่อมต่อจากสายน้ำอื่นสู่เขาคา อันเป็นศูนย์กลางแดนสถิตของเทพเจ้า บริเวณโดยรอบเหล่านี้นักโบราณคดี คือ คงเดช ประพัฒน์ทอง ได้เรียกรวมว่า ไศวภูมิมณฑล อันหมายถึงสถานที่อันเป็นเขตแดนของพระศิวะ ซึ่งพราหมณ์ได้เรียกบริเวณนี้ว่า มัณฑละ อันเป็นมลฑลที่อาศัยของผู้คนโดยรอบ ตีรถะเขาคา
เขตมลฑลโดยรอบเขาคาที่ปรากฎหลักฐานหนาแน่นด้านทิศเหนือมีลุ่มน้ำท่าเรือรี ลุ่มน้ำท่าควาย ลุ่มน้ำท่าเชี่ยว และทางด้านทิศใต้ คือ ลุ่มน้ำท่าหินเชื่อมสู่ลุ่มน้ำกลาย ถือว่ามลฑลศิวะรอบเขาคาเป็นภูมิสถานที่วิเศษทั้งด้านหลังเป็นภูเขา ด้านหน้าเป็นทะเล มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งรวมทรัพยากรทุกชนิดและสอดคล้องกับพระคัมภีร์ จึงเป็นไศวภูมิมณฑลหนึ่งเดียวในคาบสมุทรทะเลใต้ ยุคก่อตั้งเมืองตามพรลิงค์
เทวศถานที่สถิต เขาคา วิมานแห่งพระศิวะมหาเทพ ที่สถิตของพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดเป็นจำลองจักรวาลโดยสมมุติประดุจเขาพระสุเมรุ รุ่งเรืองอยู่ประมาณ ๔๐๐ กว่าปีช่วงศตวรรษที่ ๑๑-๑๔ ตีรถะเขาคายาวเหนือใต้ประมาณ ๘๐๐ เมตร กว้างประมาณ ๓๐๐ เมตร ยอดสูงสุดอันเป็นเนินประธานสูงประมาณ ๗๒ เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประกอบด้วยยอดเนินที่ค้นพบแล้ว ๕ ยอดคือ
เนินด้านเหนือ เป็นเนินที่อาศัยธรรมชาติและก่อสร้างจากหินธรรมชาติทั้งหมด มีการก่อกำแพงหินเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยาวด้านละประมาณ ๓๐ เมตร ในแนวกำแพงมีลายธรรมชาติ และสร้างแนวคันหินก่อเป็นฐานยกระดับสูงประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ก่อล้อมหินธรรมชาติขนาดใหญ่ตรงกลางมีร่องรอยกะเทาะตกแต่งให้มีลักษณะเป็นศิวลีงค์ เพื่อเป็นสิ่งเคารพแท่นพระศิวะรอบแท่นหินศิวลีงค์ประกอบด้วยร่องโสนสูตร รับน้ำบูชาไหลไปทางทิศเหนือ ส่วนด้านทิศตะวันออกแท่นหิน เมื่อขุดแต่งได้พบกองเถ้าถ่านซึ่งเชื่อว่าเป็นกองกูณฑ์ สถานที่บูชาเพลิงในอดีต ทุกอย่างปรับใช้จากธรรมชาติของพื้นที่และกลุ่มหิมตลอดยอตเนิน
แท่นหินธรรมชาติที่อยู่ตรงกลางเนินพราหมณ์ถือว่าเป็นลึงคบรรพตหรือสยมภูวลึงค์ ศิวลึงค์ที่องค์พระศิวะมหาเทพประทานมาประดิษฐานบนมนุษยโลก เป็นตัวแทนของพระองค์ให้มนุษย์บวงสรวงบูชา ปัจจุบันจึงมีประชาชนจำนวนมากไปศึกษาและทำพิธีบูชาเพราะถือว่าเป็นการเข้าใกล้องค์พระศิวะที่สุดในมนุษย์โลกนี้
เนินด้านใต้ เป็นเนินที่มนุษย์สร้างขึ้น ๔ เนินสลับกับสระน้ำโบราณ ๓ สระโดยเริ่มกำหนดหมายเลขจากทิศเหนือ เอาบันไดโบราณเป็นจุดเริ่มต้น
บันใดโบราณ เป็นบันใดหินประดับเป็นชั้นต่อจากราบริมแม่น้ำท่าทนขึ้นตามลาดชันของภูเขาสู่หุบต่ำเหนือเนินหมายเลข ๑ มีหอตกแต่งสำหรับการคลื่อนย้ายของขึ้นภูเขาและมีสระน้ำหมายเลข ๓ ตรงหุบนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการขึ้นเขาคาเข้าสู่การบูชาเทพเมื่ออดีต
เนินหมายเลข ๑
เชื่อว่าสมัยก่อนส่วนใหญ่ของผู้มาบูชาเทพบนเขาคา จะมาทางแม่น้ำคงคา (คลองท่าทน) เมื่อถึงท่าเรือเชิงเขาด้านทิศตะวันตก เดินขึ้นบันไดโบราณที่ทำขั้นบันไดด้วยหินจนถึงหุบเล็กบนสันเขาริมขอบสระน้ำหมายเลข ๓ เลี้ยวลงใต้ขึ้นบันไดหินอีกประมาณ ๑๐ เมตร ถึงลานกว้างขนาดประมาณ ๒๕ x ๖๐ เมตรซึ่งเป็นลานที่กว้างที่สุดบนยอดเขาคา สามารถรองรับคนได้นับพันคน แม้ปัจจุบันจะพบเฉพาะซากกำแพงแก้ว และชิ้นส่วนรูปเคารพและสิ่งก่อสร้างแต่ไม่พบร่องรอยอาคาร สันนิษฐานว่าเดิมอาจเป็นเพียงอาคารไม้ที่ชำรุดไป และเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๖ พระภิกษุสงฆ์และชาวบ้านได้รื้อเนินอิฐที่เข้าใจว่าเป็นเจดีย์และปรับบริเวณเพื่อสร้างศาลาโรงธรรมขนาดใหญ่ มองเห็นชัดเจนจากทางหลวงสายนคร – สุราษฎร์ธานี ระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตร พื้นที่เดิมจึงปรากฎหลักฐานร่องรอยน้อย
นอกจากกำแพงแก้วมีการพบชิ้นส่วนศิวลึงค์ ฐานโยนิและโคนนทิ จึงเชื่อได้ว่าเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวะนิกายและสถานที่ลานนี้ใช้เพื่อประกอบพิธีกรรม ชั้นแรกเป็นที่ชุมนุมของผู้แสวงบุญและเป็นสถานที่จัดเทศกาล ประเพณีที่เกี่ยวข้อง พิธีกรรมที่ทำคงมีการถวายเครื่องสักการบูชา การประพรมน้ำมนต์ การดื่มกินน้ำมนต์หรือล้างหน้าและการเจิมหน้าผากตามรูปแบบพิธีกรรมพราหมณ์
เนินหมายเลข ๒
ถัดจากเนินหมายเลข ๒ ไปทางทิศใต้ประมาณ ๕๗ เมตร เป็นทางเดินบนสันเขาด้านทิศตะวันออกของทางเดินเป็นสระน้ำหมายเลข ๑ ลักษณะของสิ่งก่อสร้างมีแนวกำแพงก่ออิฐขนาค ๒๖ x ๓๖ เมตร กลางลานเป็นอาคารก่ออิฐสี่เหลี่ยมคล้ายฐานบัวด้านละ ๑๗ เมตร สูงจากพื้นประมาณ ๒ เมตร บันไดทางขึ้นด้านทิศตะวันตกมีธรณีประตูศิลา บนลานของเนินมีฐานเสาศิลา ๘ ฐาน ฐานโยนิที่แกะสลักจากหิน ๑ ฐาน มีร่องน้ำหันไปทางทิศเหนือเดิม คงมีร่องโสมสูตรต่อสู่บ่อน้ำที่ตั้งอยู่ด้านล่าง เชื่อว่าเดิมคงมีศิวลึงค์ขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ แต่มีการเคลื่อนย้ายออกไป
ด้วยภูมิที่ตั้งและลักษณะการก่อสร้าง เชื่อว่าเนินหมายเลข ๒ เป็นเทวลัยประธานเป็นวิมานที่ประทับของพระศิวะมหาเทพใช้ประกอบพิธีกรรมสำคัญของชนวรรณะสูงในศาสนาพราหมณ์และจากการขุดแต่ง มีการพบแผ่นทองคำรูปช้าง วัตถุมงคลใช้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ และพราหมณ์ถือว่าเป็นพิธีกรรมในการวางรากฐานของจักรวาล ให้เป็นหลักจักรวาล เป็นความหมายของช้างที่ค้ำเขาพระสุเมรุ เนินหมายเลข ๒ นี้จึงถือว่าเป็นเขาพระสุเมรุจำลองเทวาลัยศักดิ์สิทธิ์แห่งมณฑลนี้
เนินหมายเลข ๓
ถัดจากเนินหมายเลข ๒ ไปทางใต้ประมาณ ๒๐ เมตร ระหว่างโบราณสถามทั้งสองมีสระน้ำหมายเลข ๒ กั้นอยู่ระหว่างกลางค่อนไปทางทิศตะวันออก เป็นเนินต่ำ มีร่องรอยการก่ออิฐเป็นกำแพงขนาดประมาณ ๒๒ x ๒๖ ไม่พบร่องรอยตัวอาคาร ปรากฏฐานเสาบ้าง มีแนวกำแพงซึ่งความสูงไม่แน่ชัด ส่วนพื้นปูลาดด้วยแผ่นอิฐทั้งหมด มีโขดหินธรรมชาติโผล่พ้นแนวปูพื้นอิฐออกมา ๒ โขด ไม่มีร่องรอยสกัดออกตอนปูพื้น เนินนี้จึงอาจเป็นได้ทั้งอาคารหรือซุ้มทางเดินก่อนขึ้นเนินหมายเลข ๒ ซึ่งเป็นเนินประธานในการประกอบพิธีกรรมสำคัญ
เนินหมายเลข ๔
ตั้งอยู่บริเวณปลายสุดของเขาทางทิศใต้ ห่างจากเนินหมายเลข ๓ ประมาณ ๗๐ เมตร เป็นเนินโบราณสถานขนาดเล็กประมาณ ๗ x ๑๓ เมตร ส่วนด้านทิศใต้ของอาคารลดขนาดเป็นห้องคูหากว้าง-ยาวประมาณ ๔ x ๖ แมตร สันนิษฐานว่าเป็นส่วนที่ใช้ประดิษฐานรูปเคารพ หลักฐานสำคัญคือการพบฐานโยนิแบบเสมือนจริงที่สวยที่สุดชิ้นหนึ่งของประเทศไทย ส่วนบนเป็นรูปวงกลม พื้นเรียบ มิได้เจาะรู คงไว้สำหรับวางศิวลึงค์ขนาดไม่ใหญ่นัก ส่วนปลายเป็นรางน้ำมีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศหญิง สันนิษฐานว่าไว้สำหรับผู้นำศิวลึงค์มาประกอบพิธีกรรมทั่วไป ไม่ได้ตั้งไว้เป็นการถารและไม่เป็นพิธีกรรมใหญ่ทางศาสนาหรือบ้านเมือง อาจเป็นพิธีกรรมของชาวบ้านพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิตทั่วไปของพราหมณ์ บางท่านเรียกเนินนี้ว่าเนินแม่อุมา ด้วยมีฐานโยนิที่เสมือนเป็นประธานอยู่
เนินหมายเลช ๔ นี้ยังมีผู้พบเทวรูปพระวิษณุศิลา สลักนูนสูงสภาพสวยงามแต่เศียรชำรุด แผ่นหลังมีรอยศิวจักร พระหัตถ์ขวาทรงถือก้อนดิน พระหัตถ์ซ้ายทรงถือคฑา กำหนดอายุราวพุทธศตรรรษที่ ๑๓ สันนิษฐานว่าเนินหมายเลข ๔ น่าจะเป็นที่บูชาร่วมกันของหลายนิกายในศาสนาพราหมณ์
จากภาพรอบเนินโบราณสถานทิศใต้หมายเลข ๑-๔ และสระน้ำหมายเลข ๑-๓ เป็นการสร้างเทวาลัยและลานพิธีกรรมสลับกัน มีสระน้ำระหว่างเนินต่าง ๆ มีลักษณะปรับภูเขาธรรมชาติทั้งลูกเป็นเขตเทวาลัยศักดิ์สิทธิ์ เป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าผู้มาแสวงบุญ มีพิธีกรรมที่หลากหลาย เคารพเทพหลายองค์ มีลักษณะเป็นตรีมูรติ คือบูชามหาเทพทั้ง ๓ พระองค์ ทั้งพระศิวะ พระมารายณ์ และพระพรหม และมีเทพชั้นรองลงมาทั้งพระแม่อุมาและพระพิฆเนศวรโดยถือเทวสถานเนินทิศเหนือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด มีเนินหมายเลข ๒ สำหรับประกอบพิธีกรรมถวายแด่พระผู้เป็นเจ้าเป็นหลัก และพราหมณ์หรือนักบวชกระทำพิธีกรรมบางอย่างให้กับผู้แสวงบุญ บนเนินเทวสถานหมายเลข ๑,๓ และ ๔ โดยมีสระน้ำเป็นส่วนประกอบในการนำน้ำเข้าสู่พิธีกรรมที่มีศิวลึงค์เป็นหลักจักรวาล
ด้วยศิวลึงค์เป็นสัญลักษณ์แห่งการเกิดและความอุดมสมบูรณ์ จึงถือว่าการทำพิธีกรรมที่เขาคาเป็นมงคลแก่ผู้ประกอบพิธี ทั้งสามารถขอพรให้ชีวิตมีสุข พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ และรวมถึงการใช้บ่อน้ำบนเขาคาเป็นจุดหมาย การตั้งฉากของดวงอาทิตย์ในการประกาศศักราช ประกาศเริ่มต้นของการเพราะปลูก เขาคาจึงถือได้ว่าสำคัญที่สุดในภูมิภาค เป็นวัดแม่ของเทวาลัยทั้งหลาย อดีตกาล คือวิมานแห่งพระศิวมหาเทพเป็นศูนย์รวมไศวภูมิมณฑลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรภาคใต้
ฟื้นฟูโบราณสถาน ๑,๕๐๐ ปี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ร่องรอยหลักฐานของเขาคาได้ขาดหาย และยากแก่การสันนิษฐานหาสาเหตุ อาจจะเป็นไปได้ถึงสงคราม โรคภัย ย้ายศูนย์อำนาจหรือการเปลี่ยนแปลงทางศาสนายังไม่มีข้อมูลที่เป็นคำตอบชัดเจน แต่หลังจากร้างราประมาณ ๑,๐๐๐ ปี จนถึง พ.ศ.๒๕๐๙ เริ่มมีนักวิชาการ นักโบราณคดีมาศึกษาค้นคว้าถึง พ.ศ. ๒๕๓๐ กรมศิลปากรได้เริ่มสำรวจขุดแต่งแต่บูรณะโดยเฉพาะเนินทิศใต้หมายเลข ๑-๔ แล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๓๖ พร้อมการสร้างบันไดทางขึ้นใหม่ทางทิศใต้ซึ่งมีความชันน้อยและเป็นการเริ่มต้นจากถนนทางเข้าแทนทางขึ้นเดิมที่ขึ้นมาทางแม่น้ำและความชันสูงพร้อมกับการสร้างสำนักงานและอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นที่ข้างทางขึ้นใหม่ เป็นสถานที่บริการผู้มาเยี่ยมชมศึกษาในปัจจุบัน
เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๐ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จทรงเปิดโบราณสถานเขาคาและเสด็จทอดพระเนตรโบราณสถานหมายเลข ๑-๔ พร้อมทรงปลูกต้นเหรียงไว้เป็นที่ระลึก ในวันดังกล่าวได้มีประชาชนจำนวนมากรับเสด็จ ด้วยความปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง เล่าขานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันและเขาคาก็เป็นที่รู้จักของปวงชนชาวไทยและชาวต่างชาติมากขึ้น ตั้งแต่วันนั้นมาประกอบพิธีในช่วงเวลาที่มีการสร้างองค์พ่อจตุคามรามเทพ เขาคาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้สร้างจำนวนมากมาประกอบพิธีกรรม แม้จะยุ่งยากในการต้องลำเลียงของขึ้นบนภูเขา แต่ด้วยศรัทธาและถือว่าเป็นศูนย์กลางจักรวาลตามคติของพราหมณ์ เขาคา จึงเป็นสถานที่สำคัญสำหรับการประกอบพิธีกรรมและส่วนใหญ่ก็สำเร็จตามความมุ่งหมายที่ตั้งไว้