โนรากับภาษาไทย
เขียนโดย: ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์
ที่มา:
ศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ ซึ่งเรียกว่าโนรานั้นจะมีการรำ การร้องการแสดงเป็นเรื่อง และการประกอบพิธีกรรม เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ศิลปะการร้องของโนรา จะใช้ภาษาไทยถิ่นใต้เป็นศิลปะที่สื่อสารออกมาให้ปรากฏทางน้ำเสียง จังหวะของการขับร้องและเจรจาที่ไพเราะ ชัดเจน กระชับ ตามจังหวะของการแสดงและพิธีกรรม ซึ่งความงดงามด้านภาษาไทยถิ่นใต้ที่ใช้สื่อสารประกอบการแสดงและพิธีกรรมแต่ละครั้ง ก็จะไพเราะ สวยงาม น่าฟัง ไปตามเอกลักษณ์สำเนียงแต่ละท้องถิ่น
ภาษาไทยถิ่นใต้ที่โนรานำมาใช้นั้นจะปรากฏในรูปของกลอนประเภทต่าง ๆ เช่น กลอนสี่ กลอนหก กลอนทอยและกลอนซ้ำ กลอนแต่ละประเภทจะมีรูปแบบของการใช้ขับร้องแตกต่างกันหรืออาจจะเหมือนขึ้นอยู่กับขนบนิยมการนำไปใช้ที่มีการปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นประเพณีที่นิยมปฏิบัติแบบเดียวกันในการแสดงโดยปกติทั่วไปการขับร้องของโนราเมื่อโนราร้องไปแต่ละวรรคหรือสองวรรคตามลักษณะการของการร้องแต่ละประเภท ลูกคู่โนราทุกคนจะต้องร้องรับหรือ ร้องทวนให้กับโนรา ซึ่งลูกคู่ทุกคนจะร้องพร้อมเพรียงกัน แต่ถ้าหากโนรานำจังหวะกลอนหนังตะลุงมาใช้ขับร้องจะไม่มีการร้องรับของนักดนตรี การร้องรับ จึงเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญในการขับร้องของนักดนตรีที่สร้างความไพเราะจากการประสานเสียง การตั้งเสียง ภูมิปัญญาปฏิภาณไหวพริบที่ชาญลาดสามารถบรรเลงดนตรีและร้องรับไปพร้อม ๆ กัน และมีทักษะความรู้ความเข้าใจในจังหวะการร้องรับทุกบทที่โนราร้องส่งมา แต่ในปัจจุบันโนราเกือบทุกคณะจะไม่มีการร้อง-รับของนักดนตรี จะมีโนราจำนวน ๑ คน คอยร้องรับบทให้จากไมโครโฟน ซึ่งคณะโนราคงจะมองเห็นว่าเป็นความชัดเจนในการร้องรับ และการสื่อสารจากการฟัง แต่เสน่ห์ของการประสานเสียงบทบาทของนักดนตรีจะค่อย ๆ ลดหายไป
ผู้ที่ฝึกหัดรำโนราเมื่อฝึกรำและร้องประกอบการรำในแต่ละบทแล้ว ถ้าหากฝึกหัดร้องกลอนโนราจะนิยมฝึกกลอนสี่ เป็นเบื้องต้น ซึ่งเป็นบทกลอน ที่เป็นคำเรียน หรือกลอนที่แต่งไว้สำหรับฝึกหัดไว้ล่วงหน้า เมื่อมีประสบการณ์และความเชียวชาญจึงฝึกฝนแต่งด้วตนเอง หรือใช้ปฏิภาณไหวพริบร้องกลอนสดหรือด้นสด คือร้องขึ้นมาทีทันใดได้อย่างถูกต้อง ไพเราะ ด้านหน้าเวทีเมื่อมีการแสดงดังตัวอย่างบทกลอนสี่ ดังนี้
พอสิ้นเสียงซอปี่ นำกลอนสี่มาขับ
นายโหม่งนายกลอง ช่วยกันร้องกันรับ
(สุนทร นาคประดิษฐ์, ประพันธ์)
วิธีการร้องรับ
โนรา : พอสิ้นเสียง ซอ ปี่ นำกลอนสี่มาขับ
ลูกคู่ : ว่า ซอ ปี่ นำกลอนสี่มาขับ
โนรา : นายโหม่ง นายกลอง ช่วยกันร้องกันรับ
ลูกคู่ : ว่านายกลอง ช่วยกันร้องกันรับ
เมื่อฝึกฝนหรือร้องกลอนสี่เชี่ยวชาญ ก็จะฝึกร้องกลอนหก ซึ่งเป็น ชื่อเรียก จังหวะของการขับร้องแต่เมื่อพิจารณาลักษณะของบทร้องฉันทลักษณ์จะเหมือนกับลักษณะของกลอนแปด เช่น
ท่านพี่น้องที่มาขออภัย บทเก่าฉันไซร้งดไว้ก่อน
ถ้าผู้ใดใครเห็นไม่เป็นการ อย่านินทาอาจารย์ท่านผู้สอน
(โนราหีด บุญหนูกลับ ผู้ประพันธุ์)
วิธีการร้องและรับ
โนรา : ท่านพี่น้องที่มาขออภัย บทเก่าฉันไชร้งดไว้ก่อน
ลูกคู่ : บทเก่าฉันไซรังดไว้ก่อน บทเก่าฉันไขรังดไว้ก่อน
โนรา : ถ้าผู้ใดใครเห็นไม่เป็นการ อย่านินทาอาจารย์ท่านผู้สอน
ลูกคู่ : อย่านินทาอาจารย์ผู้สอน อย่านินทาอาจารย์ผู้สอน
ทั้งกลอนสี่และกลอนหก จะเห็นขนบนิยมการร้องรับตามบทกลอนที่โนราเป็นผู้ร้องนำได้ทุกคำอย่างถูกต้อง ไพเราะน่าฟัง
นอกจากนี้ ยังมีกลอนซ้ำหรือกลอนทอยของโนราซึ่งมีจำนวนคำมากขึ้นกว่ากลอนแปด บางทีเรียกว่า กลอนคู่ (อุดม หนูทอง, ๒๕๓๖ : ๑๐๒) ดังเช่น
หยับเข้ามาหิดชิดเข้ามาต้า ฟังน้องโนรากล่าวปราศรัย ปราศรัย
บ่าวนั้นรูปหล่อ แกใส่เสื้อล่อง พอเห็นหน้าน้อง ทำตกใจ ตกใจ
วิธีการร้องและรับ
โนรา : หยับเข้ามาหิดชิดเข้ามาต้า ฟังน้องโนรากล่าวปราศรัย ปราศรัย
ลูกคู่ : ทอยติ้ง หน้อยติ้ง ชาช้า ฟังน้องโนรากล่าวปราศรัย ปราศรัย
โนรา : บ่าวนั้นรูปหล่อ แกใส่เสื้อล่อง พอเห็นหน้าน้อง ทำตกใจ ตกใจ
ลูกคู่ : ทอยติ้ง หน้อยติ้ง ชาช้า พอเห็นหน้าน้อง ทำตกใจ ตกใจ
นอกจากกลอนโนรา ตัวอย่างของการร้องรับที่ใช้ภาษา สำเนียง จังหวะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะภาคใต้แล้ว ยังมีกลอนในการแสดงโนราอีกหลายประเภท ที่มีการร้องและการรับอย่างน่าสนใจ ซึ่งโนราทุกคนในภาคใต้เกือบทุกจังหวัด มีการพัฒนาการร้องกลอน แต่งกลอน มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน มีการร้องรับของลูกคู่ หรือนักดนตรีแตกต่างจากอดีต เพราะโนรามีการใช้คำศัพท์หรือภาษาที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ให้เกิดความน่าสนใจ น่าฟัง สื่อเอกลักษณ์ การแตกฉาน ด้านภาษาเฉพาะทางที่ปรากฏการร้องในโนราทุกจังหวัด ผู้คิดริเริ่มการใช้ วิธีการ ร้องรับแบบนี้ ให้ปรากฏเด่นชัดและเป็นที่นิยม จึงน่ายกย่องในภูมิปัญญา ว่าดังเช่นกลอนลงท้ายวรรคด้วยคำว่า “อ็อง” เช่น
หอพักวกไปวนมา เดินเที่ยวหา ทำท่าจะล็อง
วิธีการร้องและรับ
โนรา : หอพักวกไปวน
ลูกคู่ : ไหนว่าหอพัก
โนรา : วกไปวนมา เดินเที่ยวหาทำท่าจะล็อง
ลูกคู่ : แช่ก็องอีลิ้วก็องแช่ ลิ้วแช่อีลิ้วแช่ก็อง
แฉ่วับ อีลับ ฉับแฉ้ คืนนี่แล้ ต้องแช่ก้อง แซก็อง
ซึ่งนักดนตรีหรือลูกคู่ไม่ต้องร้องรับตามที่โนราร้องทั้งสองวรรค ร้องรับเฉพาะสร้อยคำทั้งสี่วรรค ที่แต่งขึ้นมาเฉพาะบทนี้ ซึ่งทำให้เกิดความแปลกหูและมีประโยชน์ต่อนักดนตรี ไม่ต้องคอยจำคำตลอดทั้งวรรคที่โนราร้องขึ้นมานอกจากนี้มีบทร้องรับที่คิด สร้างสรรค์การร้องรับขึ้นมาใหม่อีกหนึ่งสำเนียง คือ สระอัง เช่น
ยกหัตถ์ขึ้นประนมกร น้อมอวยพรท่านที่มานั่ง
วิธีการร้องและรับ
โนรา : ยกหัตถ์ขึ้นประนมกร
ลูกคู่ : ไหนว่ายกหัตถ์
โนรา : ขึ้นประนมกร น้อมอวยพรท่านที่นั่งฟัง
ลูกคู่ : บุเหร่งบุรันยะวา บุเหร่งบุรันยะวา
โหม้เราโนรา ว่าสะยาโด้นั่ง
โด้นั่งโด้ ว่าสะยาโดนัง
การร้องรับเฉพาะสร้อยคำที่ประดิษฐ์ขึ้นมาก็มิได้ร้องรับตามที่ได้ โนราได้ร้องรับในแต่ละวรรคเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีกลอนที่ลงท้ายด้วย สระอิด ซึ่งมีสร้อยคำในการรับด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งน่าจะศึกษาในโอกาสต่อไป
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าโนราได้มีพัฒนาการสร้างความงดงามด้านภาษาใต้ให้เหมาะสำหรับการแสดง เพื่อสร้างความสุขให้กับผู้ชมในแต่ละท้องถิ่น และเห็นปฏิภาณไหวพริบของผู้แสดงที่สร้างสุนทรียรสของภาษาไทยถิ่นใต้ให้ปรากฏออกมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความสุขให้กับผู้ในชุมชน ได้รับความรู้และซาบซึ้งในคุณค่าของภูมิปัญญาด้านภาษาไทยไปพร้อมกับโนราได้ทุกเวลา