ทวดกลาย
เขียนโดย: พีรพงศ์ นงค์นวล, กระจาย สมศักดิ์, อนันต์ รัตนวงศ์
พ่อท่านกลาย เป็นอิสลามที่เคร่งครัดในทางศาสนา และเก่งกล้าในเรื่องไสยศาสตร์มากเมื่อตายไปแล้วก็เกิดศักดิ์สิทธิ์ขึ้น กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คนทั่วไปกราบไหว้บูชาอยู่เป็นประจำ
คนทุกข์ร้อนประการใด ก็ไปบนบานศาลกล่าวขอความช่วยเหลือจากดวงวิญญาณท่าน ที่บ้านหรือที่ศาลเจ้าก็ได้ อำนาจแห่งความศักดิ์สิทธิ์ก็จะดลบันดาลให้ประสบความสำเร็จ แต่ในทำนองเดียวกันคลองกลายซึ่งเป็นลำน้ำสำคัญต่อพ่อท่านกลายตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งท่านได้ยึดบริเวณสองฝั่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานอาศัยลำน้ำในลำคลองกลายนี้ เป็นเครื่องชุบเลี้ยงชีวิตให้มีความสดชื่นแก่พรรคพวกและบริวารของท่านนั้น
มาถึงปัจจุบันนี้ไม่มีใครกล้าทำความสกปรกลงไป ถ้าฝ่าฝืนจะบังเกิดมีอาการจุกเสียด ทุรนทุรายต่าง ๆ นานา เกิดขึ้นแก่ผู้กระทำผิดนั้นทุกรายไป ฉะนั้นบุคคลทั่วไปจึงปฏิบัติ ยึดถืออย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะคนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณสองฝั่งคลองกลาย จะไม่ทำให้น้ำในคลองกายสกปรกเป็นอันขาด เช่น ไม่กล้าถ่ายอุจจาระลงไป ไม่นำมุ้งลงไปซักฟอก ไม่น้ำเนื้อสุกรลงไปล้าง ถ้าจะล้างก็ให้ตักน้ำขึ้นมาล้างบนฝั่งได้
สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นข้อห้าม ที่ทุกคนยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ด้วยเกรงกลัวต่ออำนาจความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อท่านกลาย เพราะถือว่า “คลองกาย” เป็นสายน้ำ ที่พ่อท่านกลายเคยปกป้องรักษามาก่อน เปรียบเสมือนพ่อท่านกลายเป็นเจ้าของลำลองแห่งนี้ก็ว่าได้
การกระทำที่ฝ่าฝืนไม่ถูกต้องเกี่ยวกับน้ำในคลองกลายนี้ มีตัวอย่างให้ปรากฏมากต่อมากแล้ว ไม่ใช่เป็นความงมงายของคนทั่วไปก็หาใช้ไม่ บุคคลที่ฝ่าฝืนนำมุ้งลงไปซักก็เคยได้รับโทษมาแล้วคนที่นำมุ้งลงไปซักเกิดมีอาการจุกเสียดทุรนทุราย พูดจาเพ้อคลั่ง สืบได้ความว่าทำผิดข้อห้าม จึงต้องบวงสรวงขอขมาต่อพ่อท่านกลายอาการผิดปกติจึงหายไป
ครั้งหนึ่งชาวอำเภอปากพนัง ได้นำเรือไปซื้อสินค้าต่าง ๆ ในย่านคลองกลาย เพื่อนำไปจำหน่ายที่อำเภอปากพนังต่อไป ในพรรคพวกที่ไปด้วยกันนั้น มีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ทราบเหตุผลมาก่อนนำภาชนะที่ใส่เนื้อสุกรลงไปชำระล้างในคลองกลายเพื่อเก็บไว้ต่อไป เลยเกิดอาการผิดปกติบ้าคลั่งเหมือนคนวิกลจริต เป็นเรื่องแปลกประหลาดของพรรคพวกอย่างยิ่ง เพราะอยู่ ๆ ก็มีอาการเป็นไป ช่วยกันพยาบาลหายามาให้รับประทานหาหมอมารักษาอาการก็ยังเหมือนเดิม ต่อมาเมื่อสืบทราบจำได้ความว่าภาชนะที่เปื้อนเนื้อสุกรลงไปล้างในคลองกลาย ซึ่งถือว่าเป็นการทำความผิดอย่าง ร้ายแรง จึงได้จุดเทียนรูปขอขมาต่อพ่อท่านกลายที่ศักดิ์สิทธิ์ให้อภัย ในการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ครั้งนี้อาการดังกล่าวจึงหายไปในบัดดล
นอกจากการทำสกปรกลงในน้ำแล้ว ใครนำสัตว์จากที่อื่น เช่น วัว ควายจูงผ่านลำคลอง ก็ต้องจุดธูปเทียนบวงสรวงพ่อท่านเสียก่อน จึงจะนำสัตว์เดินผ่านไปได้ มิฉะนั้นวัวควายจะบังเกิดขาหักเดินต่อไปไม่ได้เลย
จากความศักดิ์สิทธิ์อันแรงกล้านี้เอง มีบุคคลเกิดความศรัทธาสร้าง “หลา” (ศาลเจ้า) ถวาย ซึ่งปรากฏอยู่ทั่วไปบริเวณริมฝั่งคลองกลายตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปากน้ำ แต่ศาลเจ้าที่ใหญ่ที่สุดและอนุสาวรีย์บรรจุอยู่ด้วยนั้น ตั้งอยู่ที่ตลาดสระแก้ว หมู่ที่ ๕ ตำบลสระแก้ว ใกล้หัวสะพานคลองกลายแห่งหนึ่งอยู่ริมถนนสายนคร-สิชล และที่หมู่ที่ ๓ ตำบลกลาย ใกล้ปากน้ำอีกแห่งหนึ่ง เฉพาะที่สระแก้วนั้นเมื่อก่อนศาลเจ้าพ่อท่านกลาย ตั้งอยู่ที่ตลาดเก่าๆริมคลองกลายใกล้เส้นทางเก่า ผู้ใดเดินตลาดเก่า ๆ ริมคลองกลายใกล้เส้นทางเก่า ผู้ใดเดินผ่านศาลเจ้านี้ต้องหยุดคารวะ หนังตะลุงโนราจะไปแสดงที่ไหนถ้าเดินมาถึงจะต้องหยุดบรรเลงถวายทุกครั้งไป
ครั้งนี้ “หนังเที่ยว” หนังตะลุงชื่อดังของอำเภอสิชล เดินมาแข่งขันที่อำเภอท่าศาลาเมื่อประประมาณ ๒๐ ปี ผ่านมาแล้ว เมื่อเดินทางผ่านศาลเจ้าพ่อท่านกลายไปเฉยๆ ปรากฏว่าหนังเที่ยวประสบความปราชัยในการแข่งขันครั้งนี้ เกิดอาการปวดเศียรเวียนเกล้าแสดงไม่ได้เลย ต้องพ่ายแพ้ตระกูล ณ นคร ซึ่งเป็นลูกหลานของเจ้าพระยานครมาก่อน ขี่ช้างผ่านหน้าศาลเจ้าพ่อ ท่านกลาย ซึ่งตั้งอยู่ที่ตลาดสระแก้วนั้น จะต้องลงจากกูบช้างแสดงความคารวะเสียก่อนจึงเดินทาง ต่อไปได้
ความศักดิ์สิทธิ์ในด้านการสงเคราะห์บุคคลที่ตกทุกข์ได้ยากนั้น ถ้าใครเดือดร้อนหาที่พึ่งไม่ได้ก็ให้ไปบนบาลศาลกล่าวขอความช่วยเหลือต่อพ่อท่านกลาย แล้วอำนาจความศักดิ์สิทธิ์ก็บันดาลให้ได้ตามใจปรารถนา เช่น เกิดบาดเจ็บ ล้มหมอนนอนเสื่อ ถ้าได้อธิษฐานต่อดวงวิญญาณของพ่อท่านกลายว่าให้หายก็จะหายได้
บุคคลซึ่งอาศัยอยู่ริมคลองกลายในตำบลกรุงชิง นบพิตำ สระแก้ว กลาย และตำบลใกล้เคียง ถือกันว่าเป็นลูกหลานของพ่อท่านกลายที่สืบต่อกันมา ท่านให้ความคุ้มครองป้องกันไม่ให้มีภัยอันตรายเกิดขึ้นเสมอ ดวงวิญญาณของท่านกลายก็ปรากฏในความฝันให้บุคคลปฏิบัติแล้วบุคคลทั่วไปก็ถือปฏิบัติตามที่พ่อท่านกลายบอกให้ในความฝันนั้น
ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวแล้ว จึงทำให้บุคคลทั่วไปไม่กล้าทำผิดข้อบังคับต่าง ๆ แต่กลับ มีความเคารพบูชาต่อท่านในฐานะท่านเป็นผู้สงเคราะห์แก่คนทั่วไป มีความเมตตากรุณา เกลียดชังแต่คนที่ประพฤติชั่ว ดลใจให้คนกลัวต่อบาป จึงทำให้คนทั่วไปเคารพบูชา บางคนก็ไปนมัสการที่ศาลเจ้า ด้วยความศักดิ์สิทธิ์อันแรงกล้า ดังกล่าวแล้ว จึงทำให้รูปปั้นซึ่งเป็นรูปปั้นจำลองของท่าน ที่ประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้า ที่ตลาดสระแก้ว เหลืองอร่ามไปด้วยแผ่นทอง มีบุคคลทั่วไปไม่เลือกเพศและวัยไม่เลือกชั้นวรรณะและเชื้อชาติหรือตระกูลนำไปปิดให้เพื่อเป็นการแก้บนที่ท่านช่วยให้แต่ละคนประสบความสำเร็จความสมหวังดังที่ขอไปทุกประการ
รูปปั้นของพ่อท่านกลายไม่ใช่ปั้นมาจากตัวจริง เพราะท่านถึงแก่กรรมมา ๒๐๐ กว่าปีมาแล้ว ไม่มีใครจำได้ว่ามีหน้าตาอย่างไร แต่ลูกหลานของพ่อท่านกลายอยากให้มีรูปจำลองแทนไว้เพื่อสักการบูชา จึงตกลงปั้นรูปให้มีลักษณะคล้ายนายชื่น เงินสยาม หมู่ที่ ตำบลสระแก้ว ซึ่งเป็นคนเชื้อเชิญดวงมีวิญญาณในพิธีบวงสรวง พ่อท่านกลายมาเป็นเวลานานก่อนที่จะ ถึงแก่กรรม เมื่อ๒๕ ปีที่ผ่านมาแล้ว อาจารย์ฝาก ณ นคร อาจารย์ใหญ่โรงเรียนชุมชนวัดสระแก้ว(พ.ศ.๒๕๑๕) อาจารย์วิมล ยุวัฒนะ อาจารย์โรงเรียนชุมชนวัดสระแก้ว อาจารย์อนันต์ รัตนวงศ์อาจารย์โรงเรียนชุมชนวัดสระแก้ว นายโมรา บุญญปฏิภา เพื่อนสนิทอาจารย์ฝาก ณนคร ได้ปรึกษาหารือและตกลงให้นายด่วน ช่างปั้นพระพุทธรูปพระประธานโบสถ์วัดสระแก้ว กำลังปั้นพระพุทธรูปอยู่พอดี เลยให้ปั้นรูปทวดกลายด้วยโดยให้นายชื่อ เงินสยาม ผู้เป็นร่างทรงนั่งให้เป็นตัวอย่างเวลานั้น
ความเชื่อของคนทั่วไป
คนทั่วไปโดยเฉพาะคนที่ภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอท่าศาลาและอำเภอนบพิตำ มีความเชื่อ พ่อท่านกลายมากที่สุดยึดถือเป็นเทวดาองค์หนึ่ง เชื่อว่าพ่อท่านกลายมีความรัก มีเมตตากรุณายึดเป็นที่พึ่งได้เมื่อหากมีความเดือดร้อนเกิดขึ้น ตามที่บุคคลจำนวนมากเคยประสบผลสำเร็จมาแล้ว
บุคคลทั่วไปมีความเชื่อว่า พ่อท่านกลายสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้หายได้ หากได้บนบานศาลกล่าววิงวอนต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์นี้ แม้คนเจ็บป่วยที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลมาแล้วไม่หาย ถ้าได้บนบานศาลกล่าวและใช้น้ำมนต์ที่ศาลเจ้าของท่านมาชโลมความไข้ก็จะหายได้จึงทำให้บุคคลทั่วไปมีความเชื่อต่อพ่อท่านกลายจริง ๆ เชื่อในดวงวิญญาณ แม้ว่าท่านได้ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว วิญญาณของท่านสามารถดลบันดาลให้อะไรเป็นอะไรก็ได้ และสามารถรู้และบอกเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ ถ้าปรากฏว่าคน “คนที่เชิญเจ้าเข้าทรง” เกิดฝันไปว่า พ่อท่านกลายให้ทุกคนทำอะไรแล้วลูกหลานหรือบุคลคลทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณสองฝั่งคลองกลาย ก็จะปฏิบัติทันทีทุกครั้งไปซึ่งปีหนึ่ง ๆ มีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น ผูกข้อมือเด็กด้วยด้ายสีแดง เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตเด็ก ให้จุด “ประทัด” ทุกครัวเรือน เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และเป็นสิริมงคลแก่ทุกคนในครอบครัว ทุกครัวเรือนก็ปฏิบัติกัน เพราะความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้แม้แต่น้ำในล้ำคลองกลายก็ไม่มีใครกล้าทำความสกปรกลงไป เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าขึ้นทำลงไปจะถูกสาปแช่งจากพ่อท่านกลาย ให้บังเกิดเคราะห์กรรมต่าง ๆ นานา น้ำในลำคลองจึงใสสะอาดจนตราบเท่าทุกวันนี้
ประวัติความเป็นมา
“พ่อท่านกลาย” มีเชื้อสายมาจากพระยาไทรบุรี กล่าวคือ ในครั้งแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา เจ้าพระยาไทรบุรีได้นำ นายหวาน (ต่วนกูหวาน) บุตรชายเข้าไปถวายให้เป็นมหาดเล็กของเจ้าฟ้านารายณ์ โอรสของพระเจ้าปราสาททอง เพื่อนมหาดเล็กด้วยกัน มีนายทองคำ ลูกเจ้ากรมคชบาล นายเพื่อน ลูกเจ้าพระยาพิษณุโลก นายเหล็ก นายปาน ลูกเจ้าแม่วัดดุสิต นายน้อย ลูกเจ้าพระยาราชบังสัน นายสังข์ ลูกเจ้าพระยายมราชเจ้าเมืองนครราชสีมา ต่อมาพระนารายณ์ได้เสวยราชย์ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาโกษาธิบดีเหล็ก เป็นแม่ทัพยกไปตีกรุงอังวะของหม่าเพื่อเป็นการแก้แค้น ที่พม่ายกกองทัพมาเหยียบย่ำแผ่นดินไทยตอนที่ติดตามครัวมอญ (ในเวลานั้นบรรดามหาดเล็กดังกล่าวมีบรรดาศักดิ์กันแทบทุกคน เช่น “นายหวาน”เป็น “พระยารามเดโซ” นายสังข์เป็นพระยายมราช และต่างก็เป็นแม่ทัพนายกองกันทั่วทุกคน)
พระยาสีหราชเดโซเป็นทัพหน้า พระยารามเดโชกับพระยากำแพงเพชรคุมทัพอีกทัพหนึ่งไปทางลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ เกณฑ์เอาทหารทั้งสามเมืองนี้ไปด้วย ตีทัพพม่า มอญ หัวเมืองรายทางไปตลอด แล้วไปบรรจบกับทัพพระยาโกษาเหล็ก ตีเมืองอังวะจนพ่าหนีเข้าอยู่ในเมืองไม่กล้าออกมาต่อสู้ การรบครั้งนี้กองทัพไทยได้เลย ช้าง ม้า และศาสตราวุธเป็นอันมากแต่ขาดเสบียงอาหาร จึงต้องยกทัพกลับ
ในระหว่างเดินทางกลับนั้นเองกองทับเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ได้แยกหนีกลับไปโดยไม่ได้บอก เพราะเห็นว่าทหารไทยตีกรุงอังวะไม่แตกและหวังพึ่งพม่าต่อไป เมื่อทัพเชียงใหม่กับ หัวเมืองฝ่ายเหนือเอาใจออกห่างเช่นนั้น พระยารามเดโชหรือต่วนกูหวานกับพระยากำแพงเพชร ก็ยกติดตามไปเพื่อจะเอาตัวแม่ทัพมาลงโทษ แต่ตามไม่ทันทัพเมืองเหนือยกเข้าเมืองเตรียมตัว ต่อต้านอย่างเข้มแข็ง ทัพพระยารามเดโขได้ยิงธนูไฟและปล่อยว่าวไฟเข้าไปเผาเมืองไหม้อยู่ทั่วไปแต่ก็ตีเชียงใหม่ไม่ได้ เนื่องจากทหารบอบซ้ำมาจากการตีพม่า จึงกราบทูลให้สมเด็จพระนารายณ์ทรงทราบ สมเด็จพระนารายณ์จึงรีบสั่งให้ยกทัพกลับ
ครั้งต่อมา ทางนครศรีธรรมราชเกิดเหตุเรื่องศรีปราชญ์มหาดเล็กคนโปรดของสมเด็จพระนารายณ์ ถูกพระยานครสั่งให้ประหารชีวิต เมื่อตอน ที่ถูกเนรเทศมาอยู่เมืองนี้ กรณีแต่งโคลงกลอนทำท่าเจ้าชู้กับภรรยาเจ้าเมือง เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ทราบข่าวมีความเสียดายและพิโรธมาก ตรัสสั่งให้ประหารชีวิตเจ้าเมืองนครด้วยดาบเล่มที่ฆ่าศรีปราชญ์ให้ตายตามไปด้วย เมืองนครศรี-ธรรมราชจึงว่างเจ้าเมืองอยู่จึงทราบพระราชดำริว่า พระยารามเดโชเป็นบุตรเจ้าพระยาไทรบุรี และเป็นข้าหลวงเดิมและเป็นพระสหายต้นผู้มีความชอบครั้งไปรบพม่า และติดตามกองทัพเชียงใหม่ ตีได้เชลย ช้างม้า และทรัพย์สินมากมาย ฝีมือเข้มแข็งในการสงคราม มีความรู้เชี่ยวชาญในทางไสยศาสตร์สงครามและ พิชัยสงคราม การปกครองก็ดีทั้งมีความจงรักภักดียอดเยี่ยม และในคราวเดียวกันทางเมืองนครราชสีมา เจ้าพระยายมราชเจ้าเมืองเดิมถึงแก่อนิจกรรมลงก็ยังว่างเจ้าเมืองอยู่ พระยายมราช (สังข์) ซึ่งเป็นบุตร ก็มีความชอบคู่กันมากับพระยารามเดโช ทั้งเป็นพระสหายและเป็นญาติกัน มีความรู้ความสามารถทัดเทียมกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระยารามเดโช ลงมาครองเมืองนครศรีธรรมราช พระยายมราช (สังข์) ขึ้นไปครองเมืองนครราชสีมา สมเด็จพระนารายณ์ครองราชย์อยู่๓๒ ปี เสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓ด ที่พุทโธสวรรค์ เมืองลพบุรี
เมื่อสมเด็จพระนารายณ์สวรรคตแล้ว พระเพทราชาก็ขึ้นครองราชย์สมบัติต่อมาหลวงสรศักดิ์ (นายเดื่อ) เป็นอุปราช เมื่อพระเพทราชาขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ ให้ท้ายพระยาหัวเมือง ทั้งหลาย เข้าไปถวายบังคมถือน้ำพิพัฒน์สัตยาโดยทั่วกัน แต่พระยายมราชสังข์กับพระยารามเดโชไม่ยอมเข้าไป โดยถือว่าพระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์เป็นขบถ ไม่สมควรที่จะเข้าไปถวายความเคารพ ต่างก็แข็งเมืองไม่ยอมขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา ทั้งสองเมืองพร้อมกันนั้นก็เตรียมฝึกทแกล้วทหารเตรียมอาวุธยุทธโปกรณ์และเสบียงอาหาร ไว้ต่อสู้กับกองทัพกรุงศรีอยุธยาต่อไป พระเพทราชาตรัสสั่งให้พระยาสีหราชเดโชคนใหม่เป็นแม่ทัพแล้วยกไปตีเมืองนครราชสีมา กองทัพกรุงตีหัวเมืองรายทางเรื่อยไปจนถึงนครราชสีมาแล้วล้อมเมืองไว้
พยายามตีเข้าปล้นเอาเมืองเกือบปีก็ไม่สามารถเอาเมืองได้ จึงขอกองทัพกรุงไปช่วยพระเพทราชาทรงพิโรธ สั่งให้จับแม่ทัพนายกองประหารชีวิตเสียเป็นอันมาก ในฐานะที่ตีเอาเมืองนครราชสีมาไม่ได้ แล้วเกณฑ์กองทัพขึ้นไปตีเป็นครั้งที่ ๒ พระยายามราช (สังฆ์) ต่อต้านกองทัพกรุงศรีอยุธยามาถึง ๒ ปี ชาวเมืองไม่ได้ทำไรไถนามานาน จึงขาดเสบียงอาหาร พระยายมราชดำริว่า ถ้าขืนต่อสู้ต่อไปจะทำให้ไพร่บ้านพลเมื่องอดยากลำบากยิ่งขึ้น จึงตัดสินใจทิ้งเมืองโดย ตีแหกกองทัพกรุง นำครอบครัวสมัครพรรคพวกพร้อมด้วยทหารคู่ใจ ฝีมือดี และท้าวทรงกันตาร ซึ่งหนีจากกรุงไปอยู่ด้วย แล้วก็รีบยกเดินทางบุกล่องสู่ปักษ์ใต้ เข้าสมทบกับพระยารามเดโช เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช โดยตั้งช่องสุมรีพลอยู่ที่ท่าข้ามปลายด่านแดนนครศรีธรรมราช ต่อกับแดนไซยาสมัยนั้น (ปรากฏว่าแถวอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เวลานี้ยังมีร่องรอยค่ายคูบนควน ท่าข้ามอยู่ครบครัน)
เจ้าเมืองไชยาแจ้งข่าวราชการลับให้ทางกรุงทราบว่า พระยารามเตโชเมืองนครเป็นขบถแข็งเมืองร่วมกับพระยายมราชสังข์นครราชสีมา กำลังเตรียมการจะตีเอาหัวเมืองต่าง ๆ แล้วจะยกเข้าไปตีกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นต่อไป เมื่อพระเพทราชาทรงทราบก็พิโรธอย่างยิ่ง ตรัสว่า “จะจับสองคนนี้แล้วสับให้ละเอียดไม่ให้แค้นคออีแร้ง อีกา” จึงสั่งให้สมุหกลาโหม เตรียมทัพข้าง ม้า พลรบครบทั้งทางบกและทางเรือ กำหนดให้พระยาสุรสงครมเป็นแม่ทัพหลวง พระยาสุรเสนาเป็นทัพยกกระบัตร พระยาเพชรบุรีเป็นทัพเกียกกาย พระยารามบุรีเป็นทัพหลัง ยกลงมาทางบก ให้พระยาราชบังสันยกลงมาทางเรือ และให้ทัพทั้งสองมาบรรจบกันที่ไชยา
เมื่อทัพมาถึงไขยา พระยามราชสังข์ตั้งรับอยู่เป็นเวลากลางคืน ได้ปะทะกันเป็นการใหญ่พระยายมราชสังข์สู้อย่างไว้ลายชายชาติทหาร แต่เนื่องจากพลรบน้อยกว่าทหารเจ็บป่วยล้มตายเหลือน้อยเต็มที่ พระยายมราชสังข์กับทหารคู่ใจ -๙ คน ยืนหยัดต่อสู้ด้วยดาบคู่จนขาดใจตายในที่รบ
เป็นอันว่าด่านสำคัญแตกแล้ว กองทัพกรุงก็เดินทางสู่เมืองนครศรีธรรมราช ทางเมืองนคร ก็เตรียมตัวต่อสู้กันอย่างเต็มที่ก่อนแล้วทั้งทางบกและทางทะเล เมื่อกองทัพพระยาราชบังสันยกมาถึงก็สู้รบกันสุดความสามารถ แต่กองทัพกรุงก็ไม่สามารถทำอะไรแก่พวกนครศรีธรรมราชได้ต่อเมื่อทัพบกมาถึงแล้วได้ตีโอบล้อมเมืองนครศรีธรรมราชไว้รอบด้าน ทางเมืองนครก็ตั้งรับอย่างเต็มที่เช่นกัน
เมื่อกองทัพกรุงล้อมนครศรีธรรมราชไว้ได้แล้ว พระยารามเดโชเจ้าเมืองนครหาได้ต่อสู้อยู่แต่ภายในกำแพงเท่านั้น ยังได้แต่งทัพออกไปตีกรุงรบกันทุกวัน แล้วยังได้นัดหมายกับทหาร ฝีมือดีออกต่อสู้กับกรุงตัวต่อตัว ด้วยวิชาเพลงดาบคู่ ดาบเดี่ยว ดาบตั้งและดาบโล่ มิได้ขาด คืนหนึ่งเห็นกองทัพกรุงเงียบก็คิดเข้าปล้นค่าย จึงจัดทหารฝีมือดีสามพันคน ยกเข้าปล้นค่ายทัพกรุงได้รบกันเป็นความสามารถ กองทัพกรุงมีพลมากกว่าไม่สามารถตีให้แตกได้ ก็ยกกลับเข้าเมืองการรบดำเนินอยู่ ๓ ปี ทางเมืองนครไม่ได้ทำไรไถนามานาน เจ้าเมืองคิดว่าถ้าให้กองทัพกรุงปิดล้อมอยู่อย่างนี้พวกไพร่พลคงจะอดตายแน่เพราะเสียเปรียบเขา ถ้าจะแหกวงล้อมออกไปตั้งนอกเมืองคงจะดีกว่า
พระยารามเดโชเจ้าเมืองนครจึงปรึกษาแก่แม่ทัพนายกอง พร้อมกับบุตรทั้งสามคน คือ ต่วนกูหนาด (พี่ใหญ่) เจ้านายนอกหน้า (หญิง) และต่วนกูกลาย (พ่อท่านกลาย) บุตรคนน้องสุดของเจ้าพระยานคร เฉพาะต่วนกูกลายเป็นยอดทหารเอกของเมืองนครในสมัยนั้น มีความสามารถในการยุทธ อาวุธที่ถนัดที่สุด คือ ดาบ (ซึ่งใช้เป็นอุปกรณ์สำคัญในพิธีเชิญเจ้าเข้าทรงในการเชื้อเชิญดวงวิญญาณของท่านในปัจจุบันนี้ด้วย) เมื่อเจ้าพระยานครปรึกษาแม่ทัพนายกองต่าง ๆพร้อมด้วยต่วนกู ทั้ง๓ ก็ลงความเห็นด้วย พวกที่จะหนีได้แก่ ตัวเจ้าพระยานครกับทหารฝีมือดี ๕๐ คน ต่วนกู ๓ พี่น้องกับพวกก็แต่งตัวประดับด้วยเครื่องรางของขลัง โพกผ้าประเจียด มือถือดาบ ได้ฤกษ์งามยามดีก็ตีหักค่ายทหารกรุงออกพร้อมกัน รีบแบ่งออกเป็น ๒ พวก พวกของเจ้าพระยาออกทางตะวันออก ต่วนกู ๓ พี่น้องออกทางตะวันตก กองทัพกรุงสยามสกัดกั้นฟันแทงแย้งยุทธสักเท่าไรก็ไม่สามารถต้านทานและปิดล้อมไว้ได้ ทำให้คนเก่งของเมืองนครศรีธรรมราช หักผ่านมาได้อย่างปลอดภัย เจ้าพระยานครกับพวกมุ่งสู่ทะเล ได้เรือรบของพระยาราชบังสรรค์ลำหนึ่งชักใบออกสู่ทะเล หนีไปได้โดยปลอดภัย
ต่วนกูหนาด น้องหญิงและต่วนกูกลายหักออกทางด้านตะวันตก พร้อมด้วยครอบครัวมากมายสู่ป่าหาที่พึ่งต่อไป หลังจากนั้นกองทัพกรุงก็เข้าจัดการปกครองเมืองนครต่อไป
ต่วนกูทั้ง๓ พร้อมด้วยครอบครัวอิสลามยกไปสู่บ้านวังเลา (ตำบลกะหรอ กิ่งอำเภอนบพิตำ ปัจจุบัน) อยู่พักหนึ่ง แล้วถอยร่นออกมาหาลำน้ำใหญ่ คือ คลองชุมขลิง (ในเขตตำบล หัวตะพาน อำเภอท่าศาลา ปัจจุบัน) เพราะพื้นที่ดี เมื่อบ้านเมืองสงบก็ย้ายออกทุ่ง มาอยู่ที่บ้านจันพอ (ตำบลดอนตะโก อำเถอท่าศาลาปัจจุบัน)
แล้วก็สร้างบ้านเมืองเป็นหลักฐานมั่นคงอยู่เป็นปกติมาหลายปี แต่ที่บ้านจันพอในสมัยนั้นขาดแคลนน้ำใช้ในการทำนา ข้าง ม้า วัว ควาย ต้องนำไปใช้น้ำที่คลองปากหรามตรงข้ามนบไทร บ้านแตะ (อำเภอพรหมคีรี – ปัจจุบัน) ตลอดมา ซึ่งที่นบไทรนี้มีบุคคลสำคัญอยู่คนหนึ่งเป็นหัวหน้าเป็นเศรษฐีมีข้าทาสมาก – คนทั้งหลายเรียกว่า “เศรษฐีนบไทร” อยู่มาวันหนึ่งบ่าวทาสของต่วนกูทั้ง ๓ เกิดมีปากเสียงทะเลาะขึ้นกับข้าหาสของเศรษฐีนบไทรเรื่องนำที่ใช้คลองปากหราม เศรษฐีนบไทรว่ากล่าวเสียดสีต่วนกูทั้ง๓ ว่า “เป็นถึงหัวหน้าจะหาน้ำให้ลูกน้องใช้ก็ไม่ได้ จนจะตาย” ต่วนกูทั้ง ด เมื่อรู้เรื่องก็โกรธ จึงกะเกณฑ์พรรคให้ขุดคลองต่อจากคลองในเขียวถึงจันพอ แล้วไปเชื่อมต่อกับลำน้ำที่ปากพยิง จึงมีน้ำใช้ตั้งแต่นั้นมา เนื่องจากความสมบูรณ์ของพวกจันพอจึงทำให้เศรษฐีนบไทรเกิดอาการอิจฉาต่วนกู ๓พี่น้องขึ้น จึงร้องเรียนให้เจ้าเมืองนครคนใหม่ทราบว่า”ด่วนดูทั้ง ๓ พี่น้องคิดขบถ ช่องสุมผู้คนไว้มากเพื่อต้องการเข้ายึดเมืองนครต่อไป ให้ทางบ้านเมืองเกณฑ์ทหารไปปราบเสียแต่เนิ่น ๆ” เจ้าเมืองนครจึงเกณฑ์รี้พลออกไปปราบ พวกจันพอมีพรรคพวก น้อยกว่าแต่สู้เต็มที่ ในที่สุดด่วนกูนาดตายในที่รบ น้องหญิง คือ เจ้านายนอกหน้ากับต่วนถูกลายเห็นสู้ไม่ได้ จึงพาพรรคพวกหนีเข้าป่าเขาลำเนาไพรมุ่งสู่กรุงชิง กรุงนาง บ้านนบ บ้านเปียน ซึ่งเป็น ชัยภูมิที่เหมาะอยู่ทางทิศตะวันตก (ในเขตกิ่งอำเภอนบพิตำ – ปัจจุบัน และเป็นถิ่นกำเนิดของคลองกาย)
(กรุงชิงเป็นแหล่งที่เหมาะสมที่สุด อยู่บนภูเขาสูงมีที่ราบหลายหมื่นไร่ ภูเขาล้อมรอบ มีลำธารไหลผ่าน ผัก ผลไม้ ปลา อุดมสมบูรณ์ เป็นป่าที่ขึ้นชื่อของเมืองนครมีไม้ที่มีค่า ตะเคียนหลุมพอ จำปา ฯลฯ ล้วนแต่ต้นใหญ่ ๆ และเป็นที่อาศัยของสัตว์นานาชนิด ผู้ที่ขึ้นไปเคยพบกระเบื้องถ้วยชามโบราณซึ่งมีอายุมากมาย เคยพบกูบช้างกลายเป็นหินไปแล้วก็มี สันนิษฐานว่าเป็นเมืองสำคัญมาแต่โบราณ)
ต่วนถูกลายและเจ้านายนอกหน้าพร้อมกับพรรคพวก เมื่อหลบหนีขึ้นไปอยู่ตอนบนของคลองกลายนานพอสมควร เห็นว่าทางบ้านเมืองติดตามไปรบกวนอีก ประจวบกับการทำมาหากินลำบาก ก็ถอนร่นลงมาอยู่ทางตอนล่างริมฝั่งคลองกลาย แถวบ้านสระแก้วตลอดไปจดปากน้ำกลายเป็นแห่งสุดท้าย จึงทำให้ครอบครัวอิสลามอาศัยอยู่ริมทะเลแถวปากน้ำกลายสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้
เมื่อด่วนกูกลายมาอยู่แถบนี้ก็ตั้งหน้าทำมาหากินไป เนื่องจากต่วนกูกลายเป็นผู้มีวิชาความรู้ มีความสามารถมีเวทมนต์คาถาแก่กล้าในวิชาไสยศาสตร์อยู่ยงคงกระพัน แต่มีใจเมตตากรุณาต่อคนทั้งหลาย จึงทำให้เป็นที่เคารพนับถือยำเกรงต่อคนทั่วไป เป็นเหตุให้ด่วนกูกลายมีสมัครพรรคพวกเพิ่มมากขึ้นอีก กลายเป็นผู้มีอิทธิพลครองคนทั่วไปทั้งสองฝั่งคลองกลาย ตั้งแต่ตอนบนไปจดทะเล ข่าวนี้รู้ไปถึงเจ้าเมืองนครอีกครั้งหนึ่งจึงจัดทหารฝีมือดี ๑ กองพันไปปราบ สั่งให้จับต่วนกูกลายไว้ได้ ต่วนกูกลายโพกศีรษะด้วยผ้าประเจียดพร้อมด้วยของขลัง มือถือดาบ ทั้งสองข้างออกต่อสู้กับทหารของเมืองนครอย่างไม่หวาดหวั่นเกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น สองมือถือดาบกวัดแกว่งอย่างทะนงไม่กลัวความตาย แต่เนื่องจากพรรคพวกมีน้อยกว่าบางพวกก็วิงหนี บางพวก ก็ตั้งหน้าสู้แต่น้ำน้อย่อมแพ้ไฟ ทหารจึงจับตัวได้เจ้านายนอกหน้ากับพวกที่หนีไม่ทัน ลูกหลาน กับข้าทาสหนีไปได้มากกว่าที่ถูกจับ พวกที่ถูกจับได้ถูกนำตัวส่งเจ้าเมืองนคร เจ้านายนอกหน้าเจ้าเมืองนครรับเลี้ยงดูเป็นภรรยาต่อไป เนื่องจากเป็นสตรีที่มีคุณสมบัติหลายประการ เช่น รูปสวยรวย ทรัพย์ กิริยามารยาทดี ตระกูลดี เจ้าเมืองรักใคร่หลงใหลมาก และเมื่อเจ้านายนอกหน้าท้องแก่ถึงกำหนดคลอด ก็อนุญาตให้ไปคลอดที่บ้านจันพอ ซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานเดิมของท่านมาก่อนแต่คลอดไม่ออกเลยเสียชีวิตทั้งแม่และลูก พวกลูกหลานได้เชิญศัพไปฝังไว้กับศพของต่วนกูนาต ซึ่งเป็นพี่ชาย ส่วนต่วนกูกลายได้ต่อสู้อยู่จนคำ ทหารก็ยังหาจับตัวไปถวายเจ้าเมืองนครไม่ได้แต่ถึงคราวเคราะห์ดาบหลุดกระเด็นจากมือทั้งสอง เนื่องจากต้องต่อสู้กันมานานและฝ่ายตรงข้าม มีมากกว่า ปัดป้องฟันแทงจนดาบกระเด็นจึงออกวิ่งหนีเอาตัวรอด หนีไปเรื่อย ๆ สูญหายไปหนึ่งสัปดาห์ไม่มีใครพบเห็น จนในที่สุดมีชาวมุสลิมคนหนึ่ง คนทั่วไปเรียกว่า “หว่าหลี” ได้พบศพของต่วนกูกลายลอยน้ำเข้ามาทางปากน้ำกลาย และศพนั้นไม่เน่า ไม่เปื่อย และไม่เหม็น รูปร่าง ยังคงสภาพเดิม พวกลูกหลานจึงได้นำศพไปฝังไว้ที่ริมคลองกลายใกล้ ๆ กับปากน้ำกลาย (ทางฝั่ง ซ้ายของคลองกลาย ในเขตหมู่ที่ ๑ ตำบลกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช สถานที่ฝังศพถูกกระแสน้ำกัดเซาะพังทลายไปเมื่อ ๕๐ กว่าปีมานี้เอง)
บริวารของพ่อท่านกลาย
ในตอนที่พ่อท่านกลายยังมีชีวิตอยู่ที่บ้านสระแก้ว โดยมีคลองกลายเป็นหลักกั้น นอกจากญาติพี่น้องข้าทาสบริวารแล้ว พ่อท่านกลายยังมีภรรยาอีก ๒ คน คือ คนแรก ชื่อ มณฑาคนที่สองชื่อ ยา ทั้งสองคนเป็นพี่น้องกัน มีความหึงหวงพ่อท่านกลายเป็นอย่างมาก นอกจากเมีย ทั้งสองแล้ว พ่อท่านกลายยังมีเพื่อนฝูงที่ศักดิ์สิทธิ์อีกหลายคน ซึ่งต่างก็เป็นมุสลิมด้วยกัน ได้แก่ท่านแสง ท่านกรอบเหล็ก ท่านโคกแข ท่านทรายทอง บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นทหารคนสำคัญของ พ่อท่านกลายทุกคน ยังมีบุคคลที่รักกันมากอยู่อีกคนหนึ่ง พึ่งพาอาศัยกัน โดยตกลงยินยอมเป็นเกลอกัน บุคคลท่านนั้น คือ ท่านตก มีเวทมนต์คาถา มีความสามารถในวิชาไสยศาสตร์เป็นเยี่ยมเหมือนกัน
นอกจากนี้ยังมีอีกท่านหนึ่ง ซึ่งคนรู้จักทั่วไปรู้จักดี คือ ตาหลวงรอง เป็นคนใกล้ชิดของ พ่อท่านกลาย เป็นคนรับใช้ภายในบ้าน เมื่อพ่อท่านกลายมีธุระหรือต้องการอะไร ก็เรียกใช้บุคคลนี้เสมอ (ดังนั้นเวลาเชิญเจ้าเข้าทรง ถ้าดวงวิญญาณพ่อท่านกลายไม่ได้มาปรากฏ ก็จะเรียกท่านหลวงรองมาไต่ถามดูก่อนเสมอ) ในบรรดาบริวารทั้งหมดของพ่อท่านกลายนี้ ต่างก็เป็นคนมุสลิม ด้วยกันทั้งนั้น แต่ใช้คำนำหน้าว่า “ท่าน” ตามความนิยมของคนไทยทั่วไป
อัญเชิญทวดกลายประทับทรง
ยกมือประนม จะกล่าวเชยชมพ่อท่านกลาย
ยกมือขึ้นไหว้ ร้องเรียกท่านกลายไม่หอนช้า
วันนี้วันดี ถึงวันชันชีเข้าแล้วหนา
ท่านกลายอยู่ไหน ให้ไหลให้เทเข้ามา
เชิญลงพ่อคง อย่าให้คนทรงมานั่งถ้า
ม้าทรงตัวนี้ เชลยเคยเขแต่ก่อนมา
แต่งไว้รอรับ สำหรับพระเทวดา
แลโน้น….แลไหน ท่านกลายรูปโอแกกร่อนมา
เด็กเอ๋ยเด็กเหย สูอย่าไปน้ำไปท่า
ท่านกลายแกร่อนมา ชักให้มืดฟ้ามัวฝน
แกร่อนมาทางบน เผยปากตูยนต์เอาไว้ถ้า
ท่านกลายแกมาแล้ว มาอยู่แคล้วแคล้วจะเห็นหน้า
มานั่งตรงไหน ให้ยิ้มละไมเข้ามา
จับเข้าคริ่วคริ่ว จับเข้าหว่างคิ้วหว่างตา
จับเข้าบ่าซ้าย แล้วย้ายไปลงบ่าขวา
จับให้ชับชับ จับเข้าหวั้นตับหวั้นใจ
จับเข้าหัวไหล่ ลืมไปบ้านเมืองพารา
ใครสั่งใครเสีย หรือว่าลูกเมียไม่ให้มา
ใครสั่งใครสอน ให้ร่อนให้เร่เวหา
อยู่ใกล้แค่นี้ ทำไมเรียกนานขานช้า
ถ้าท่านไม่มาก็แล้วไป หนมโคกลูกใหญ่ซัดให้หมา
ไม่ค่อยตีสิว สิวหัวท่านกลายเข้าแลต้า
เหน็ดเหลยเหน็ด เอาขี้ชันเพชรเช็ดหว่างขา
คลองกลายเจ้าข้า มีแต่หว้ากาจับ
พ่อทองงามสรรพ จับควายมาเลี้ยงเชือกไว้
จับให้ดีดี อย่าให้คนตามนี้เขาว่าได้
จับควายมาเลื้อยเชียกไว้ จับให้อย่าวางเชือกเหอ
จับให้แขงแชง ขาดเรียวขาดแรงเท่าไหร่หนา
ทำอยู่แหย็กแหย็ก เหมือนเด็กไม่รู้ภาษา
ทำอยู่หยกหยก เหมือนหนึ่งคางคกผึ้งก่า
ลูกร้องเรียกหา อย่าทำให้ม้ามันเสียเช่น
ลูกยาเหมือนรวงข้าว พ่อเจ้าเหมือนนกกระจอกเต้น
นานนานละเว้น มาเล่นในโรงโนราห์
ถ้าท่านกลายไม่มา ลูกน้อยจะเห็นหน้าใคร
หรือว่าคนทรงไม่ชอบเนื้อ หรือผู้เชื้อไม่ชอบใจ
ถ้าชอบพอตรงไหน ให้จำเพาะเจาะจงลงมา
จะมาทางใต้หรือทางเหนือหัวเรือมาจอดอยู่หน้าท่า
ท่านกลายพ่อทางงามครบ หรือว่าเสือขบเสียแล้วหนา
หรือท่านกลายแกตายโหง ไม่หานเข้าโรงโนราห์
ผิดไปแล้วลูกขอโทษ ถ้าโกรธแล้วลูกขอขมา
พ่ออย่าได้ถูกได้ถือ ลูกประนมมือวันทา
ยกโทษให้ข้า ขออย่าได้มีโพยภัย
ผิดพลาดบางส่วน พ่อไม่ควรเอาใจใส่
ถ้าพ่อไม่มาในคืนนี้ สิบปีก็ไม่ต้องบูชา
เรียบเรียงโดย นายจัด เงินสยาม
กลอนเชื้อ ทวดกลาย
ฤกษ์ งามยามดี ปานนี้ ชอบยาม พระเวลา
ออกลูกจะเพาะเจาะจง ร้องเรียก ท่านกลายตัวยง และตัวกล้า
ออนัดกันเอาไว้ ไหนว่าไม่ได้ จะอยู่ช้า
ออเรือนตอชายคา ไหรเหลยเรียกนาน แล้วขานยาก
เชิญพ่อเข้ามานั่ง ไม่ให้ร้อยชั่ง ต้องเปรี้ยวปาก
เหล้าขาวของหายาก หมากพลู ลูกสูให้พ่อกิน
ทำเนียมในแผ่นดิน เท่านี้ พ่อร้อยชั่งเหอ
ไม่คุณจำคุณ พ่อเหอไม่เคย ต้องจำเคย
ออทีเดียวท่านกลายเหออย่าให้ผีร้ายนั้นดูถูก
งานนี้เขากวดขัน พ่ออย่าผลัดวัน ประกันโพรก
อย่าให้ผีขี้ร้ายเข้ามาดูถูก เราลูกผู้ชายเหมือนกัน
พ่ออย่าทำเอาหล็อกเหล็ก เหมือนเด็ก ไม่รู้จักหวัน
พ่อมาร่วมใสหัวกันสนั่นทั้งโรงมโนราห์
มาเถิดพ่อ ท่านกลายมาเล่นบนบัน สาหลา
ถ้าพ่อเรือมาเรือให้พ่อเทียบเรือ ถ้าพ่อมาม้าให้หยุดม้า
หรือพ่อมาทางเวหล ลูกเปิดตูยนเอาไว้ถ้า
ออถ้าพ่อมาทางม้า ลูกจะแต่งม้า เอาไปรับ
ออว่าม้าต้นตัวยง ม้าทรงเครื่องประดับ
ลูกจะแต่งม้าเอาไปถ้ารับ สำหรับท่านกลายให้เข้ามา
มาเถิดพ่อเหออย่าลังเล นั่งเล่นใต้เพดานผ้า
ม้าทรงตัวนี้ เซลยเคยขี่ แต่ก่อนมา
เอาไหร่เอาต้า ทำเขินเนิ่นช้า อยู่ทำไหร
จับเข้าที่หวั้นตับ ค่อยหยับไปลงที่หวั้นใจ
จับเข้าให้แข็ง ๆ หมดเรี่ยวหมดแรงสักเท่าไร
จับเข้าที่หัวไหล่ ให้สืบไป บ้านเมืองพระพารา
ออว่าท่านกลายไปไหนเสีย หรือว่าลูกเมียไม่ให้มา
หรือว่าท่านกลายขี้หก หรือเสือหมั้นขบเสียแล้วหนา
หรือว่าท่านกลายตายโหงไม่หานเข้าโรงมโนราห์
ออลูกผิดไปแล้วขอโทษ โปรดน้อยลูกขอความขมา
แต่ถ้าไม่มาในคืนนี้ สิบปีก็ไม่ต้องบูชา
ออว่าท่านกลายโน้ พ่อมาแล้ว แคล้ว ๆ แลเหมือนจะเห็นหน้า
ไม่มาอยู่ช้า ขอมาสักบัดเดียวใจ
โน้พ่อมาทางสายด้าย คิ้วคล้ายไร่มาทางสายไหม
จับเข้าที่เทียนหลัก ค่อยหยับมาลงที่เทียนชัย
ออว่าพ่อมาสักเดียวใจ ไหลเข้าคนทรงนะพ่อหนา
แลโน่ แลโน้ ท่านกลายรูปโอ พ่อร่อนมา
แลโน้พ่อร่อนมาทางเวหา มาให้มีดฟ้าและมัวฝน
หรือว่าทางดินพ่อมาได้ คิ้วคล้ายพ่อมาทางข้างบน
ออว่าพ่อมาทางเวหล ลูกเปิดตูยนเอาไว้ถ้า
พ่อเหออย่าทำเหมือนนกบินหลาเที่ยวบินฉาบมาแล้วฉาบไป
พ่อเหอให้ทำเหมือนนกเขาไฟ อาบน้ำอยู่ในโนสระแก้ว
มาเถิดพ่อเหอมาต้า ได้นัดสัญญากันไว้แล้ว
พ่อทูลกระหม่อมแก้ว ไหนว่าไม่ได้จะอยู่ช้า
ออถ้าไม่มาก็แล้วไป หนมโคลูกใหญ่โยนให้หมา
ถ้าพ่อไม่มาในคืนนี้ บายสีลูกโยนในขี้กรา
ออผิดไปแล้วลูกขอโทษ โปรดน้อย ลูกขอความขมา
**เรียบเรียงโดย**
มโนราห์สรรชัย ดาราศิลป์
มโนราห์บุญเสริม บันเทิงศิลป์
ทายาท ผู้สืบทอดและสืบสานศิลปินพื้นบ้านมโนราห์ล่องเจริญ
กลอนมโนราห์โกลน
เคารพรักผักแกงทั้งแตงถั่ว ยอดและหัวนี่เป็นผักเคยภักษา
ไหว้ลอกอไม่ได้พ้นต้นชายคา เคยทอดปลาใส่พร้าวเจ้าพระคุณ
อีกพักพวกหยวกกล้วยมาช่วยเหลือ ทั้งแกงเขือแพะใหญ่และแกงเม็ดในหนุน(ขนุน)
ยอดมันควายไหว้หาได้การุณ ขอบพระคุณยอดแหมะไม่แพ้ใคร
หวันเที่ยงๆเลียงชดข้าวหมดหม้อ ไม่เหลือหลอทั้งแหลมหลักยอดผักไห่
อีกน้ำเต้าแกงเผ็ดเด็ดหวาใคร เคยอาศัยช่วยเหลือกินเหงื่อพราย
น้ำลายย้อยหรอยพอเกล็ดกับตอหมก อิ่มล้นอกเกือบชักนั่งยักหงาย
ยกยอบุญคุณมาขอฝากกาย ยกมือไหว้ขี้พร้าเวลาแกง
รสโอชาพาให้ชื่นกลืนข้าวคล่อง ดีหวาย่องไปเปิดมุ้งถ้าได้ทอดกุ้งแห้ง
ไหว้ยานัดผัดเผ็ดคั่วเห็นแครง ทั้งยำแตงกินติดมาช่วยประสิทธิ
แกงหัวบอนแกงหัวมันถึงวันคาด มาประสาทพรชัยให้เกษี
ยอดย่านางสร้างสรรค์อันชุลี ยังอีกทียุบ ๆ ไปถึงน้ำชุบโจร
ผักกูดสุกบุกจี่ของที่จุ่ม มาห่อหุ้มได้โปรดให้โลดโผน
แกงอุตพิดฤทธากล้าโชกโซน ไหว้ยอดโอนต้มกะทิดีหวาใคร
ตักน้ำซดคลอเยื่อหรอยเหงื่อพ่าน ค่อยกราบกรานติดต่อไหว้หน่อไม่ไผ่
ปอกกาบฝานแช่เปรี้ยวเคี้ยวชื่นใจ ได้ทอดไก่ลงห่างๆชดแล้วครางทุกที่
แกงยอดพ้อหน่อปุดสุดจะฝืน อย่าไปอื่นเรียกหามาถ้วนถี่
เคยหาแลทอดกุ้งพุงปลาดี หรอยทุกที่ค่อยกราบเรียน
ไปถึงผักเสี้ยนดอง เยื่อหยิบเคี้ยวน้ำซดหมดที่ถ้วย
ถึงวันรวยหมูควายยังดายของ เมื่อต้นตายยังไว้เมล็ดหว่านเด็ดดอง
ค่อนนั่งยองไหว้ให้เหม็ดดอกเห็นจูน แกงเลียงชดนึกถึงย่าน้ำตาไหล
ออกจากไปครางดังหือ อิ่มจนดือเกือบสูญ
ยกมือไหว้หมายมุ่งอิ่มพุงพูน ไม่เสื่อมสูญได้รับสุขหรอยทุกที
ในเรื่องผักพักตั้งยังมากขู แต่ความหมูไม่ต้องของผี ๆ
เป็นเดือน ๆ ไม่ได้กวนจวนสักที่ เพราะไม่มีตางค์ซื้อทุกมื้อไป
กล่าวคำสอนตอนที่สองไหว้ของหวาน เคยชดจานกัดเคี้ยวหรอยเหยียวไหล
ไหว้ยาหนมล้มคะเนดังเหมไป ขออภัยนอบน้อมไปถึงหนมค่อมญวณ
อีกลอดรูคู่เขยใส่เตยหอม ไหว้วุ้นหลอมเส้นแววเล็บแมวข่วน
มือสองปล้าขวาซ้ายไหว้เหนียวกวน ขอให้ชวนเหนียวดังเพราะหวังดี
หนมบัวลอยร้อยชั่งตั้งใส่โถ อีกหนมโคใส่ไส้อย่าหน่ายหนี
ทั้งหนมจากฝากฝังเพราะหวังดี กินทุกที่ไม่ลืมหวานปลื้มใจ
หนมหม้อแกงแหนงหน่ายไม่ใคร่พบ ค่อยน้อบนบหนมครกไม่หกใส่
หนมลูกโหนดโปรดปรานไม่ผ่านไป ขออกันคนดีน้ำที่เรียน
เคยกินซดบดเคี้ยวกับเหนียว ดีดดังตึงพุงคัดอิ่มหนัดเหนียน
ทั้งคงบวดถั่วต้มก้มกราบเรียน บูชาเวียนไปให้ทั่วถึงหนมหัวมัน
มาห้อมล้อมพร้อมพรู้ในรูปาก ให้คนมากลือลึ่งให้ถึงหวัน
มีคนชมเรียกใช้ได้รางวัล เพื่อสุขสันต์ตลอดไปกลอยไข่นวน
กลอนมโนราห์โกลน
ไขนวน ชวนสนุก บ้านหนองหว้า
ราชครูมโนราห์โกลน บ้านบ่อกรูด
ฤกษ์งามยามดี | ควายเกิดสามปียังไม่ถึก | |||||||||||||||||||||||||
ฤกษ์งามยามดึก | ควายถึกมันใหญ่กว่าไก่เภา | |||||||||||||||||||||||||
ไหว้ราชครูของข้า | คนเดินชายคาไตรไม่เห่า | |||||||||||||||||||||||||
แต่ไหร่แต่ก่อนไม่หอนเชา | พ่อมาเมาข้าวคั่วเพราะมัวนอน | |||||||||||||||||||||||||
ตั้งแต่หัวค่ำจร่นย่ำรุ่ง | ได้ยินม้องมุ้งมุ้งยกขึ้นหอน | |||||||||||||||||||||||||
ยิกได้แต่มุดลงและพังพอน | มานอนม้วนหางอยู่ข้างครัว | |||||||||||||||||||||||||
ไหว้ครูผู้หัดตัวตัดเขา | พ่ออย่าขากหมูกเปล่าพ่อทูนหัว | |||||||||||||||||||||||||
จับยากนักหนาลูกสากลัว | ถึงไม่ได้ทั้งตัวขอแค่หัวอัก | |||||||||||||||||||||||||
ไหว้ครูเนื้อแดงครูเนื้อขาว | ถึงสาบสาบคาวคาวดีหวาผัก | |||||||||||||||||||||||||
ไหว้ปลาช่อนตัวเฒ่าเจ้าของปลัก | ตัวลูกรักอุตส่าห์พยายาม | |||||||||||||||||||||||||
เชิญมาเข้าไซนะพ่อเหอไข่ในยังอ่อน | ถึงไม่ล้มส้มท้อนใส่ส้มขาม | |||||||||||||||||||||||||
ลูกกินไม่เบื่อกินทั้งเยื่อทั้งน้ำ | ไม่ทำความอุจาดกับราชครู | |||||||||||||||||||||||||
ถึงอดถึงอยากไม่มากมาย | ให้ได้แกงควายกับต้มหมู | |||||||||||||||||||||||||
ปลาเบนปลาหมกช่วยยกช่วยชู
| ไหว้ปูลอยแพมาเกิดแม่มา
| |||||||||||||||||||||||||
เพลงทับ
จะกาดไปเหลยก็กาดได้ ยกไหว้ศักดิ์สิทธิ์พ่อเหอแปดทิศา
ขอไหว้พ่อท่านหน่อตง พ่อเป็นเจ้าตงเจ้าป่า
อย่ามาแค่มาใกล้ หลีกเสียให้ไกล
แกงเลียงแกงเผ็ดลูกหลาบเม็ดแล้วละพ่อ เชิญพ่อขึ้นบนซอเถิดนะพ่อหน่อไผ่
ไหว้ลูกหนุนย่าหนัดถัดกันไป ทั้งลูกผักไหน้ำเต้าอย่าเข้ามา
ออว่าแต่งตัวเข้าเถิดเหวอน้อง ว่าบทขึ้นรำลองสองสามท่า
จะดีหรือว่าไม่ดี ทำไปตามประเพณี
ที่เราเคยทำมา แต่งตัวให้โอกันเถิดโนราห์
ออกรำท่ารุนปรนให้คนชม
นายเอก พูลสวัสดิ์
มโนราห์โกลนบ้านบ่อกูด
เรียบเรียง
ที่มา: หนังสือ 100 ปี ท่าศาลา : ย้อนอดีตสู่อนาคต
อาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์