การศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญในการศึกษาชุมชน เพราะความเชื่อเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของผู้คน การเข้าใจความเชื่อจึงเป็นความเข้าใจผู้คนในระดับที่ละเอียดอ่อน สามารถอธิบายได้ถึงความคิดที่ฝังลึกอยู่เบื้องหลังการกระทำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจและยอมรับในความหลากหลายทางวัฒนธรรม เป็นประโยชน์ในการกำหนดทิศทางการพัฒนา เพราะรู้จุดอ่อนจุดแข็ง รู้สิ่งที่เป็นไปอย่างประสมกลมกลืนและขัดแย้ง แต่การทำความเข้าใจความเชื่อของสังคมหนึ่ง ๆ มิใช่เรื่องที่ทำให้สมบูรณ์ได้ง่าย ๆ เพราะสังคมมีประวัติความเป็นมายาวนาน ซับซ้อน หลากหลาย และเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
กรณีของอำเภอท่าศาลา แม้จะมีเนื้อที่เพียง ๓๖๓.๘๙๑ ตารางกิโลเมตร มีตำบลในเขตการปกครอง ๑๐ ตำบล (คือ กลาย ดอนตะโก ตลิ่งชัน ท่าขึ้น ท่าศาลา ไทยบุรี โพธิ์ทอง โมคลาน สระแก้ว และหัวตะพาน) มีครัวเรือน ๒๐,๗๐๓ ครัวเรือน และมีประชากร ๙๙,๐๗๓ คน แต่พื้นที่ทางภูมิศาสตร์และอาชีพของชาวบ้านมิได้มีลักษณะอย่างเดียวกัน กล่าวคือ ด้านตะวันตก เป็นพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ป่า สวนผลไม้และสวนยางพารา ด้านตะวันออกจรดทะเล เป็นเนินสันทรายทอดแนวยาวในแนวเหนือใต้ปลูกมะพร้าว ทำนา ทำประมง และช่วงหลังบางส่วนทำนากุ้ง ส่วนพื้นที่ ตอนกลางและตอนล่างซึ่งลุ่มต่ำเป็นที่ทำนา ทางด้านประวัติศาสตร์ของชุมชนก็ปรากฏหลักฐานการตั้งถิ่นฐานมาไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐ ปี ดังจะเห็นได้จากแหล่งโบราณคดีโมคลาน ตำบลโมคลาน (ศตวรรษที่ ๑๓-๑๔) แหล่งโบราณคดีวัดมเหยงคณ์ ตำบาลสระแก้ว (ศตวรรษที่ ๑๒-๑๓) และแหล่งโบราณคดีวัดเกาะพระนารายณ์ ตำบลไทยบุรี (ศตวรรษที่ ๑๓)” ซึ่งเป็นชุมชนวัฒนธรรม พราหมณ์ ภายหลังเมื่อพุทธศาสนาเข้ามารุ่งเรืองขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงพุทธศตวรรษ ที่ ๑๘-๑๙ ซึ่งราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชมีอำนาจและได้ทำนุบำรุงพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ผู้คนในท่าศาลาก็รับเอาพุทธศาสนาเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตต่อเนื่องกันมา มีการสร้างวัดวาอารามขึ้นมากมาย บางวัดมีอายุสืบได้ถึงสมัยธนบุรีหรือก่อนนั้น เช่น วัดจันพอ (พ.ศ. ๒๐๙๙) วัดโคกเหล็ก (พ.ศ. ๒๓๑๐) วัดพระเลียบ (พ.ศ. ๒๒๒๔) วัดโมคลาน (พ.ศ. ๒๓๑๐) วัดแส็งแร็ง (พ.ศ. ๒๓๑๐) วัดนากุน (พ.ศ. ๒๓๑๕) วัดพระอาสน์ (พ.ศ. ๒๓๑๗) เป็นต้น สมัยรัตนโกสินทร์ก็มีการสร้างวัดขึ้นจำนวนมาก แม้ภายหลังวัดส่วนหนึ่งจะร้างไปแต่ที่เหลืออยู่ในปัจจุบันถึง ๕๐ วัด ก็สะท้อนถึงการฝังรากลึกของพุทธศาสนาในท่าศาลาอย่างชัดเจน อีกด้านหนึ่ง คือ การเข้ามาของมุสลิม ซึ่งเป็นผลจากสงครามระหว่างนครศรีธรรมราชกับหัวเมืองมลายูในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ที่สำคัญ คือ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ได้ไปปราบกบฏเมืองไทรบุรี เมื่อเสร็จศึกก็กวาดต้อนชาวมลายูเข้ามาอยู่ในท่าศาลาบริเวณพื้นที่ชายทะเล ปัจจุบันชาวมุสลิมกระจายตัวอยู่ในตำบลโมคลาน โพธิ์ทอง ท่าศาลา ท่าขึ้น และกลาย มีมัสยิดสำหรับประกอบศาสนกิจถึง ๓๓ แห่ง และมีโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม ๑ แห่ง คือ โรงเรียนปัญญาสารธรรม นี่ก็เป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง นอกจากนี้ในช่วงรัชกาลที่ ๕ คนจีนได้อพยพเข้าสู่ อำเภอท่าศาลา เป็นระลอกใหญ่ โดยมาทำมาค้าขายและเป็นลูกจ้างทำเหมืองแร่บริเวณบ้านโรงเหล็ก อำเภอนบพิตำในปัจจุบัน และต่อมาได้กระจายเข้าสู่เขตชุมชนการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดท่าศาลา คนจีนเหล่านี้ยังคงยึดมั่นในประเพณีดั้งเดิมของตน มีการตั้งศาลเจ้าขึ้นหลายแห่งเพื่อเป็นที่ประกอบพิธีกรรม อย่างไรก็ตามผู้คนทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนติดต่อสัมพันธ์กัน และโดยเฉพาะกลุ่มคนไทยจะมีความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับผีสางอยู่เป็นพื้นฐาน เมื่อมีการรับลัทธิประเพณีและศาสนาต่าง ๆ เข้ามารวมทั้งมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างกลุ่มชน ความคิดความเชื่อจึงมีการประสมประสานกันในบางส่วน และคงลักษณะเฉพาะไว้ในบางส่วน ยิ่งในยุคสมัยปัจจุบัน การศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญขึ้น ความคิดความเชื่อที่สืบทอดกันมาบางส่วนก็ถูกปรับเปลี่ยนไป
การกล่าวถึงความเชื่อของชาวท่าศาลา จึงค่อนข้างอธิบายให้สมบูรณ์เป็นเอกภาพได้ยาก ประกอบกันบทความนี้เป็นเพียงผลของการเก็บข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ภาพของความเชื่อที่นำเสนอจึงยังต้องตรวจสอบและหารายละเอียดให้ลึกลงไปอีก
ความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับจักรวาล โลก และชีวิต
ลัทธิศาสนาต่าง ๆ ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับที่มา การดำรงอยู่และอนาคตของจักรวาล โลก และชีวิตเอาไว้ แต่คำตอบที่ปรากฏในคัมภีร์กับการรับรู้และที่อยู่ในความเชื่อของชาวบ้านแต่ละกลุ่ม แต่ละสังคมอาจจะผิดเพี้ยนกัน ในกรณีของชาวท่าศาลาที่นับถือพุทธศาสนา ก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้มากันแต่โบราณแล้ว ดังในตำนานเกี่ยวกับชุมชนโมคลานกล่าวว่า “ตั้งดิน ตั้งฟ้า ตั้งหญ้าเข็ดมอน โมคลานสร้างก่อน เมืองคอนสร้างหลัง” เรื่องตั้งดินตั้งฟ้านี้ก็คือเรื่องกำเนิดโลก ซึ่งชาวบ้านได้รับรู้รายละเอียดบ่อย ๆ จากหมอไสยศาสตร์และศิลปิน เช่น จากบทกาดครู (ไหว้ครู) ของโนรา (มโนราห์) ว่า
“ไหว้พระอิศวรพ่อทองเนื้อนิล พ่อได้ตั้งแผ่นดินตั้งแผ่นฟ้า
ตั้งแผ่นดินไว้เท่าลูกหมากบ้า ตั้งแผ่นฟ้าไว้ใหญ่เท่าใบบอน
ตั้งมนุษย์ไว้ในใต้หล้า ได้ตั้งหญ้าคาหย้าแข็ดหมอน
ตั้งแผ่นฟ้าเอาไว้ก่อน หญ้าแข็ดมอนตั้งไว้เมื่อภายหลัง
ตั้งแผ่นฟ้าป่าขะมัว ปลูกบัวนาและบัวคลั่ง
แข็ดมอนตั้งไว้ต่อภายหลัง แต่ครั้งยังว่างศาสนา
ได้ตั้งหญิงคนชายคน เป็นพืชเป็นผลกันต่อมา”
คติดังกล่าวนี้เห็นชัดว่ามาแต่ทางพราหมณ์ “หญิงคนชายคน” ซึ่งเป็นต้นเผ่าพันธุ์นั้น บ้างว่าคือ “ตากาหลา - ยายกาหลี” ผีเจ้าป่าช้า บ้างกล่าวคลุม ๆ เพียงว่า คือ “ผีตายาย” สรรพสิ่งที่มิได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากพลังอำนาจ คนเป็นเพียงสิ่งหนึ่งในธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้น และมีพลังอำนาจหลายอย่างเป็นตัวกำหนด ที่สำคัญ คือ ดวงชะตา พรหมลิขิต และกรรมซึ่งเป็นของคู่กับตัว นอกจากนี้ยังมีพลังอำนาจภายนอก ได้แก่ ผี ซึ่งเป็นความเชื่อที่ได้จากการสั่งสมเรียนรู้ของสังคม ชีวิตในปัจจุบันชาติมิได้ดำรงอยู่อย่างเอกเทศและอิสระ หากแต่จะมีสภาพเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับ พลังอำนาจต่าง ๆ ทั้งสิ้น และเป็นผลสืบเนื่องข้ามภาพข้ามชาติ จากอดีตชาติสู่ปัจจุบัน สืบเนื่องถึงอนาคต แม้จะมีทางแก้ไขหรือเสริมต่างโดยอาศัยผู้ที่สามารถติดต่อกับที่มาของพลังอำนาจได้ เช่น พระสงฆ์ หมอผี หมอไสยศาสตร์ ศิลปิน ผู้อาวุโส แต่ก็ช่วยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ชีวิตคงต้องเป็นไปตามทางที่ถูกขีดกำหนดไว้ ตราบใดที่ยังไม่สิ้นกรรมจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ต่อไป
ในเรื่องชีวิต ชาวท่าศาลาเชื่อว่าเป็นเพียง “รูปธรรม - นามธรรม” รูปธรรม คือ กาย ส่วนนามธรรมประกอบด้วย “จิต” ทำหน้าที่รับรู้ความรู้สึกและอารมณ์ต่าง ๆ “ขวัญ” เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นอยู่ประจำตน เพื่อทำให้ชีวิตเป็นปรกติสุข หากถูกกระทบกระเทือนรุนแรง ขวัญอาจหนีออกจากร่างกาย ทำให้เป็นทุกข์และป่วยไข้ได้ ต้องทำพิธีทำขวัญเรียกขวัญ เพื่อบำรุงใจสร้างกำลังใจ อีกสิ่งหนึ่งคือ “วิญญาณ” เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับกาย เพื่อทำให้ดำรงความมีชีวิตอยู่ ถ้าวิญญาณออกจากร่างจะกลายเป็นผี ส่วนร่างกายที่เหลืออยู่คือ รูป ซึ่งรูปนั้นก็คือซากหรือศพ ต้องจัดการตามประเพณี ส่วนวิญญาณที่ออกจากร่างแล้วหรือที่เรียกว่าผีนั้นก็จะไปผุดไปเกิดในชาติใหม่ ภพใหม่ ตามกรรมที่สร้างไว้ดังกล่าวมาแล้ว หรือไม่ก็เที่ยวเร่ร่อนหรือสิงอยู่ ณ ที่ต่าง ๆ
ความเชื่อเกี่ยวกับผีสางเทวดา
คนไทยนับถือผีก่อนศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนาจะเข้ามาในเมืองไทย ท่าศาลา ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของสังคมไทยก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน ชาวท่าศาลาในอดีตเชื่อว่าผีมีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติและเป็นเจ้าของคอยดูแลธรรมชาตินั้น ๆ การปฏิบัติต่อธรรมชาติจึงเป็นไปด้วยความเคารพยำเกรง ไม่ล่วงเกิน หากจำเป็นต้องใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติก็ต้อง “กาด” (บอกกล่าว ด้วยความคารวะ) ผีหรือเทวดาที่ดูแลรักษาอยู่เพื่อขออนุญาต บางครั้งถึงขั้นต้องบวงสรวงสังเวย เช่น ทำพิธีขอป่า เพื่อถางป่าทำไร่ทำสวน ทำพิธีโอนผีประจำต้นไม้ใหญ่เข้าไปประจำต้นอื่น เพื่อตัดโค่นต้นนั้นทำประโยชน์ แม้แต่ในพื้นที่ที่เป็นสมบัติส่วนตนก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน แต่ระยะหลัง ความเชื่อเช่นนี้ถูกอิทธิพลของระบบทุนนิยมและเทคโนโลยีทำให้เจือจางไป ท่าศาลาซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ด้วยไม้ยาง ถึงขนาดใช้น้ำมันทำได้ผลิตเป็นสินค้าสำคัญก็เหี้ยนเตียนด้วยการตั้งโรงเลื่อยจักร และเมื่อต้นยางหมดโรงเลื่อยก็เลิกถอนไป
ความอุดมสมบูรณ์ในการทำมาหากินถือเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชาวบ้าน การพึ่งพิงพลังอำนาจเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ ขอความคุ้มครองป้องกันปัจจัยการผลิต เช่น วัว ควาย ให้ปลอดภัยจากสิ่งเบียดเบียน เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วก็จะบวงสรวงสังเวยอีกครั้งหนึ่ง การไหว้เจ้าที่ในปัจจุบัน ยังทำกันอยู่ทั่วไปทั้งชาวนาและชาวสวนผลไม้ เพียงแต่ธรรมเนียมปฏิบัติยืดหยุ่นกว่าในอดีต โดยส่วนใหญ่จัดเครื่องบวงสรวงแล้ว “กาด” ทำพิธีเองอย่างง่าย ๆ แทนการใช้หมอไสยศาสตร์ อนึ่ง สำหรับอาชีพที่เสี่ยงภัยอย่างคนตีผึ้งและคนออกเรือหาปลาในทะเล การขอความคุ้มครอง จากผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่ทำเป็นปรกติวิสัย การบูชาแม่ย่านางยังอยู่ในจิตใจชาวเรือส่วนใหญ่
การนับถือผีของชาวท่าศาลา นอกจากผีในธรรมชาติทั่ว ๆ ไปดังกล่าว ยังมีที่ปรากฏเด่น อีก ๓ พวก คือ ผีตายาย ครูหมอ และทวด
ผีตายาย เป็นผีบรรพบุรุษประจำตระกูลที่นับถือต่อ ๆ กันมา โดยไม่ค่อยรู้ชื่อเสียงเรียงนามว่า ใครเป็นต้นตระกูล แต่เป็นวิญญาณที่คอยดูแลคุ้มครองลูกหลานในตระกูลรวมถึงเขยสะใภ้ในตระกูลหนึ่ง ๆ จะมีผู้อาวุโสคนหนึ่งเป็นศูนย์รวมติดต่อกับวิญญาณ โดยที่บ้านผู้อาวุโสจะมีการตั้งหิ้งตายายให้เป็นที่สิงสถิต ลูกหลานมีสิ่งใดเดือดเนื้อร้อนใจก็อาจจะบนบานให้ตายายช่วยเหลือ เมื่อได้ดังประสงค์ก็แก้บนให้ หรือคนในตระกูลมีทารกคลอดใหม่ ได้เขยใหม่ สะใภ้ใหม่ ขึ้นบ้านใหม่ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จก็ต้องบอกกล่าวเช่นสังเวยตายายด้วย การรู้จักระลึกถึงและเซ่นไหว้ในโอกาสอันสมควร เช่นในเทศกาลเดือนสิบทุกปี เชื่อว่าตายายจะให้คุณ แต่หากลบหลู่ไม่รู้คุณ ตายายอาจให้โทษได้
ผีตายายถือเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเครือญาติเดียวกัน นำมาซึ่งความรักความผูกพันกันด้วยสายเลือด คนที่ท่าศาลาใช้คำว่า “พี่น้องกัน” และการนับถือผีตายายเดียวกันยังใช้เป็นบรรทัดฐานตัดสินการกระทำบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งงาน คือ หญิงชายคู่ใดที่นับถือผีตายายเดียวกันจะแต่งงานกันไม่ได้ แต่ธรรมเนียมข้อนี้ปัจจุบันได้คลี่คลายไปบ้าง เพราะวงศ์วานว่านเครือใหญ่ขึ้น บางทีก็สืบสาวกันไม่ถึง
ครูหมอ
เป็นผีบรรพบุรุษในสายตระกูลที่ต้องใช้ความรู้ความสามารเฉพาะทาง เป็นต้นว่า ด้านศิลปะ การละเล่น เช่น ครูหมอหนัง (ตะลุง) ครูหมอโนรา ครูหมอกาหลอ ด้านงานช่าง เช่น ครูหมอเหล็ก (ช่างตีเหล็ก) ครูหมอดาษ (ช่างแกะฉลุกระดาษปิดโลงศพ) ด้านการรักษาพยาบาล เช่น ครูหมอยา ครูหมอบีบ (หมอนวด) ครูหมอตำแย (ทำคลอด) ครูหมอนี้มี ๒ ระดับ เป็นครูดั้งเดิมที่ให้กำเนิดงานนั้นที่เรียกว่า “ครูต้น” เช่น แม่นวลทองสำลี แม่ศรีมาลา ขุนศรัทธา ซึ่งเป็น ครูต้นโนราพวกหนึ่งกับครูชั้นหลัง ๆ ที่ตายไปแล้ว และได้รับการยอมรับนับถืออีกพวกหนึ่ง การนับถือครูหมอจะมีการตั้งทิ้งบูชาในบ้านเช่นเดียวกับทิ้งตายาย มีการเช่นไหว้ตามโอกาส เชื่อกันว่าครูหมอให้คุณ สามารถปัดเป่าให้รอดพ้นจากภัยร้ายต่าง ๆ กันผีร้ายไม่ให้เข้าบ้าน และบันดาลให้สำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาบางประการได้โดยอาศัยการบน แม้ความผิดปรกติบางอย่างของร่างกาย ได้แก่ ผมที่ผูกเป็นปมยุ่งตั้งแต่เด็ก จะตัดหวีอย่างไรก็ไม่หายที่เรียกว่า “ผมผีช่อ” หรืออาการที่เกิดเป็นเนื้อนูนแดงขึ้นที่ผิวหนังที่เรียกว่า “เสน” ซึ่งแพทย์รักษาไม่หาย ก็อาศัยอำนาจ ครูหมอมโนราห์ช่วยรักษาได้ อย่างไรก็ตาม แม้ครูหมอจะให้คุณ แต่อาจให้โทษได้ถ้าล่วงละเมิด
ในท่าศาลา การนับถือครูหมอมีไม่มากนัก ที่พบส่วนใหญ่เป็นครูหมอด้านศิลปะการละเล่น เช่น ครูหมอหนังตะลุงมีสายตระกูลที่สำคัญ ๆ เช่น ตระกูลหนังเรื้อย ตระกูลหนังหนูจันทร์ ตระกูลหนังเอื้อมทองคำ ตระกูลหนังพรัด ตระกูลหนังศรีพัฒน์ (เฒ่า) ฯลฯ ครูหมอโนราก็มีหลายตระกูล เช่น ตระกูลโนราเรื้อย ตระกูลโนราจุน ตระกูลโนราแย้ม ตระกูลโนราหนูพลับ เป็นต้น ซึ่งในแต่ละตระกูลจะมีผู้นับถือครูหมอ และศิลปินต่อเนื่องกันมามากไม่ขาดสาย อย่างไรก็ตามการนับถือครูหมอ นับว่าเป็นผลดีต่อการสืบทอดภูมิปัญญาพื้นบ้าน เพราะเกรงว่าหากไม่มีทายาทครูหมออาจให้โทษได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแม้จะมีผู้สืบทอดบ้าง แต่ส่วนหนึ่งเพียงแต่ฝึกให้รู้ทำให้เป็น แต่ไม่เข้าพิธีครอบครูจึงไม่สามารถสานต่อในด้านพิธีกรรมได้ อีกประการหนึ่งในพิธีบวงสรวงครูหมอตามวาระเช่น เป็นประจำทุกปี สองปีต่อครั้ง บรรดาลูกหลานที่นับถือครูหมอจะมาชุมนุมพร้อมกัน นับเป็นสื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่แน่นหนาในหมู่ญาติ
ทวด เป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่สิงอยู่ ณ ที่ต่าง ๆ เป็นที่พึ่งของผู้เคารพนับถือทั่วไป เชื่อกันว่า มักปรากฏกายให้เห็นในรูปของสัตว์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ งูใหญ่ และจระเข้ ชาวบ้านจะปลูกศาลหรือศาลาให้เป็นที่อยู่ของทวด เรียกว่า “หลาทวด” และที่หลาทวดจะเป็นที่บนบานและแก้บนของผู้คนที่นับถือ
ในท่าศาลามีทวดที่ชาวบ้านนับถืออยู่หลายองค์ เป็นต้นว่า ทวดนาเพรง ที่บริเวณตำบลกลาย ต่อตำบลตลิ่งชันรับบนเกี่ยวกับเรื่องของหาย แก้บนด้วยข้าวต้มเปียก (ข้าวต้มขาว) เทวดาหน้าศพ นับถือกันแถวตำบลดอนตะโก ไปจนถึงปากพะยิง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช นิยมบนเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและของหาย แก้บนด้วยข้าวต้มเปียกและจุดเทียนถวาย นอกจากนี้ยังมี ทวดเกียบ ทวดตุมปัง ทวดขุนศรี และทวดพูนทราย เป็นต้น
ทวดที่นับถือกันกว้างขวางที่สุด คือ ทวดกลาย โต๊ะกลายหรือท่านกลาย นอกจากชาวท่าศาลาแล้ว ชาวบ้านในอำเภอใกล้เคียงก็ศรัทธา ทวดกลายนี้มีประวัติเล่ากันว่าเป็นคนมุสลิม นัยว่ามีเชื้อสายทางปัตตานี มีพี่น้องอยู่ในเมืองนคร แต่ไม่ลงรอยกันจึงอพยพลงเรือไปตามคลองกลาย ไปอยู่แถวบ้านโรงเหล็ก (ติดอำเภอนบพิตำในปัจจุบัน) พร้อมกับน้องสาว เมื่อตายลงวิญญาณกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้รับความนับถือจากชาวริมคลองกลายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีการตั้งหลาทวดตามเส้นทางน้ำเป็นระยะ ๆ จุดที่สำคัญที่สุดคือ หลาทวดกลายที่บ้านสระแก้ว ริมทางหลวงนครศรีธรรมราช - สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีรูปปั้นทวดกลายประดิษฐานไว้ด้วย ทวดกลายมีทวดเป็นบริวารหลายองค์ เช่น ตาอินทอง หม่อมนาย หมื่นเห็น ชาวบ้านนิยมบนเพื่อขอความปลอดภัยให้พ้นจากความป่วยไข้ ขอของหายให้ได้คืน และขอให้เกิดความสำเร็จในการทำมาหากิน แก้บนด้วยการจุดประทัด ปิดทองรูปปั้น ชกมวย ชนควาย (ทำเป็นตุ๊กตาวางบนหลาทวด) ทำกันในวันเสาร์และวันอังคาร แต่ถ้าบนเรื่องสำคัญมาก ๆ จะแก้บนในพิธีบวงสรวงใหญ่ประจำปี ซึ่งทยอยทำตั้งแต่บ้านโรงเหล็กในเดือน ๔ และหลาทวดกลายริมคลองกลายติด ๆ กันลงไป จนถึงหลาทวดบ้านสระแก้วในเดือน ๖ เป็นอย่างช้า มีโนราเป็นคนเชิญทวดมาเข้าทรงและรำถวายพิธีกรรมประจำปี จัดเป็นงานใหญ่ของชุมชน ชาวไทยมุสลิมก็นับถือทวดกลายด้วยเช่นเดียวกัน ตอนที่บ้านโรงเหล็กยังทำเหมือง ชาวไทยมุสลิมเชิญโต๊ะอีหม่ามทำพิธีฆ่าแพะบูชาทวดกลายเป็นประจำทุกปี เพื่อขอความสำเร็จในการทำมาหากิน ซึ่งการกระทำเช่นนี้หากยึดตามหลักศาสนาอิสลาม ก็คือ ความจริงในชีวิตจริง ๆ ซึ่งต้องการความมั่นใจก็ยังคงมีอยู่ ทุกวันนี้ความนับถือทวดกลายของชาวไทยมุสลิม
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอภินิหารของทวดกลายมากมาย ทั้งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และที่เกิดขึ้นกับคนในรุ่นปัจจุบัน ทำให้ผู้คนถือเอาเป็นที่พึ่งและเกรงกลัวอำนาจ ใช้ทวดกลายเป็นพยานยืนยันในความสัตย์ ด้วยการสาบานว่า ถ้าโกหก บิดพลิ้ว คดโกง ขอให้ทวดกลายหักคอบ้าง ทำให้มีอันเป็นไปต่าง ๆ นานาบ้าง ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ ชาวบ้านริมคลองกลายถือเคร่งในวัตรปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องกับลำคลองสายนี้ โดยการไม่ทำให้สกปรกด้วยประการทั้งปวง ที่ห้ามอย่างเด็ดขาด คือ ซักมุ้ง ปัสสาวะ อุจจาระใส่ และล้างหมูในลำคลองนี้ หากใครล่วงเกินจะถูกลงโทษทันตาเห็น จึงนับว่า ความเชื่อเรื่องทวดกลายมีคุณูปการต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยอย่างมาก
นอกจากการนับถือผีดังกล่าวมาแล้ว ยังมีผีบรรพบุรุษอีกพวกหนึ่งที่ชาวบ้านไม่เรียกว่า “ผี” และไม่เรียกว่า “ทวด” แต่จะเรียกว่า “ศักดิ์สิทธิ์” มักเป็นพระสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติดีงาม เป็นที่ศรัทธาของชาวบ้าน เมื่อมรณภาพแล้ว ชาวบ้านก็ยังระลึกบนบานขออำนาจ มีการปั้นรูปและทำเหรียญไว้บูชา ศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือกันในท่าศาลา เช่น พ่อท่านขลุก วัดเทวดาราม พ่อท่านแดง วัดโคกเหล็ก (รูปปั้นอยู่วัดท่าสูง) พ่อท่านยอด วัดสระประดิษฐ์ พ่อท่านครูแก่ วัดจันพอ พ่อท่านเอียดดำ วัดในเขียว (ปัจจุบันแยกเป็นอำเภอพรหมคีรี) นอกจากนี้พระพุทธรูปซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีฐานะไม่ต่างจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวมาแต่ต้น เช่น พระวัดนอกที่ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถ วัดท่าสูงมีการบนให้ช่วยเหลือเรื่องของหาย แก้บนด้วยการปิดทอง และ “ใส่โกร่ง” (ทำบุญด้วยการหยอดเงินในตู้หรือหีบรับเงินทำบุญ)
ผีที่กล่าวมาล้วนเป็นผีดี ส่วนผีร้ายนั้นในสมัยก่อนชาวบ้านกลัวมาก มีคนถูกผีเข้าบ่อย ๆ และคนส่วนหนึ่งนิยมเลี้ยงผีเพื่อไว้รับใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสั่งให้ไปให้โทษแก่คู่ปรปักษ์ การแก้ปัญหาคนที่ถูกผีเข้า ชาวบ้านจะพึ่งครูหมอ โดยเชิญมาเข้าทรงแล้วไล่ผี หรือไม่ก็ให้พระสงฆ์หรือหมอผีประพรมน้ำมนต์ให้แก่ผู้ที่ถูกผีเข้า เป็นต้น ส่วนการกันผีทำได้หลายอย่าง เช่น การนับถือผีตายาย ซึ่งถือว่าเป็นผีเรือนจะช่วยกันผีร้ายได้ทางหนึ่ง เว้นแต่ผีเรือนไม่ดี ผีอื่นจะพลอย นอกจากนี้อาจจะมีของดีไว้กันตัว เช่น พระเครื่อง สายสิญจน์ผูกข้อมือและตะกรุด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเกี่ยวกับผีร้ายได้คลี่คลายไปมาก เรื่องผีเข้าและไล่ผีจึงปรากฏน้อยมากในปัจจุบัน
ท่าศาลาเป็นพื้นที่ที่ศาสนาพราหมณ์เคยรุ่งเรืองมาก่อน เทวสถานพราหมณ์ขนาดใหญ่ที่ตำบลโมคลาน คือ วัตถุพยานที่ชัดเจน พวกพราหมณ์นับถือเทพเจ้าตั้งแต่มหาเทพ คือ พระพรหม พระอิศวร และพระนารายณ์ ตลอดไปจนถึงเทวดาชั้นต่ำลงมาทั้งหลาย เช่น พระพาย พระเพลิง ท้าวจตุโลกบาล เป็นต้น ซึ่งเทวดาในลัทธิพราหมณ์ก็คือความเชื่อเรื่องผีที่พัฒนาขึ้นในวัฒนธรรมฮินดู เมื่อพราหมณ์เข้ามาจึงประสมประสานกับการนับถือผีที่มีมาก่อนโดยไม่มีความขัดแย้ง เพียงแต่บทบาทของเทวดาจะด้อยกว่าผีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ชาวบ้าน จะขอความเป็นสิริมงคลก่อนเริ่มพิธีด้วยการบูชาพระรัตนตรัยแล้วชุมนุมเทวดาเสมอ
ในสังคมท่าศาลา ความเชื่อทางไสยศาตร์ซึ่งเกี่ยวเนื่องอยู่กับลัทธิพราหมณ์ และการนับถือผี ปรากฏเด่นมากในสมัยก่อน การเล่าเรียนจดจำเวทมนตร์คาถาและหาเครื่องรางของขลังไว้ติดกาย โดยเฉพาะผู้ชายถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเพิ่มพลังอำนาจให้แก่ตนเอง สามารถกันตนเองให้รอดพ้นจากภัยต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังทำให้ประสบในสิ่งที่ประสงค์ เช่น มีคนรักคนเมตตา บางคนที่คลั่งไคล้ไสยศาสตร์อาจเสาะหาอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณ ซึ่งบางคนมีชื่อเล่าขานกันมาถึงทุกวันนี้ เช่น ลุงกล่ำ ตำบลตลิ่งชัน เก่งทางคงกระพัน มีวิชาแช่ยาปลุกตัวให้ฮึกเหิมมีกำลังมหาศาล ลุงคงบ้านดอนไคร ตำบลกลาย มีวิชาทำมนต์เสกหนังควายเข้าท้อง สำหรับเครื่องรางของขลังที่รู้จักกันทั่วไป เช่น ผ้ายันต์ ตะกรุด ทิดหมอน (พิสมร) ลูกอม ชานหมาก ขี้ผึ้ง แป้งแสก น้ำมันเสก เป็นต้น อย่างไรก็ตามความเชื่อเหล่านี้ได้เสื่อมคลายลงไปมาก ที่ยังคงนิยมกันทั่วไปก็คือ พระเครื่อง โดยเฉพาะพระนางตรา จากวัดนางตรา ตำบลไทยบุรี พระนางตรานี้เล่ากันว่าเคยสำแดงปาฏิหาริย์ให้ประจักษ์สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทหารที่ห้อยหรือพกพระนางตราไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย จึงได้รับความนิยมสืบกันมา จนแม้ในวาระเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปี ท่าศาลาก็มีการสร้างพระนางตราขึ้นใหม่ โดยใช้อิฐจากกรุพระวัดนางตรามาประสมในการทำ ส่วนจุดประสงค์ที่ทำนั้นนอกเหนือจากเรื่องความเชื่อแล้ว ยังมุ่งหารายได้เพื่อใช้ในกิจสาธารณประโยชน์ นับได้ว่าผลผลิตทางความเชื่อได้ถูกปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ไป จากเดิมซึ่งเป็นผลทางจิตใจมาเป็นผลด้านรายได้ตามวิถีของสังคมวัตถุนิยมอีกทางหนึ่ง
อิทธิพลพราหมณ์ยังปรากฏให้เห็นในรูปคติความเชื่อเกี่ยวกับ “พรหมลิขิต” ชาวท่าศาลาเชื่อว่า ชะตาชีวิตอยู่ภายใต้การลิขิตของพรหม เหตุร้ายที่เกิดขึ้นโดยมิได้คาดคิดรวมถึงความตาย เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คำพูดที่ว่า “อะไรจะเกิดมันต้องเกิด” เป็นทัศนะในการมองหรืออธิบายภาวะวิกฤตที่เกิดกับชีวิตว่าอยู่เหนือการควบคุม อย่างไรก็ตาม ชีวิตยังอยู่ภายใต้อำนาจของการโคจรของดวงดาว ซึ่งปรากฏความเชื่อเรื่อง ดวงโชค เคราะห์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลในด้านลบก็พอแก้ถ่ายได้ด้วยพิธีกรรม เช่น การสะเดาะเคราะห์ การทำบุญ ตักบาตรบูชาเทวดา การรดน้ำมนต์ เป็นต้น ซึ่งส่วนหนึ่งจะมีพระสงฆ์เข้ามาเกี่ยวข้อง นับเป็นพิธีกรรมที่ประสมประสานพลังอำนาจต่าง ๆ เข้ามาช่วยคลี่คลายปัญหาชีวิตโดยเสริมกำลังใจ
ความเชื่อเนื่องแต่พุทธศาสนา
“ควายใครก็เข้าคอกคนนั้น” “ปลูกแตงก็ได้กินแตง” เหล่านี้คือคำพังเพยที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในศาลาใช้พูดเปรียบเปรยการกระทำของบุคคล ว่าใครทำอะไรไว้ผู้นั้นย่อมเป็นผู้รับผลการกระทำ ซึ่งก็คือความชื่อเรื่อง “กฎแห่งกรรม” นั่นเอง ความเชื่อนี้เกี่ยวข้องกับเรื่อง บาป บุญ ชาติ ภพ นรก สวรรค์ และการเวียนว่ายตายเกิด กล่าวคือผู้ทำกรรมดีย่อมได้บุญ เกิดในชาติภพใหม่ที่เป็นสุข คือ สวรรค์ ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้บาป เกิดในชาติภพใหม่ที่เป็นทุกข์ คือ นรก ตราบใดที่ยังไม่สิ้นกรรมก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดมิรู้สิ้น ความเชื่อดังกล่าวนี้ยังฝังใจชาวพุทธโดยทั่วไป แม้อุดมคติของ พุทธศาสนา คือ พระนิพพาน แต่ชาวบ้านทั่วไปให้ความสำคัญน้อยกว่าสวรรค์มาก คำอธิษฐานเมื่อทำบุญว่า “ให้ได้มรรคผลนิพพาน” มีน้อยกว่าให้ได้เกิดในแดนสวรรค์และให้ได้พบพระศรีอารย์ เรื่องราวของนรกและสวรรค์เป็นที่รับรู้และซึมซับในความรู้สึกของคนทั่วไป ทั้งนี้เพราะมีการตอกย้ำจากหลายทาง เช่น จากพระสงฆ์ จากวรรณกรรมเรื่องพระมาลัย (ต้นฉบับพระมาลัยจากท่าศาลา เก็บไว้ที่สถานบันราชภัฏนครศรีธรรมราช) จากการสั่งสอนต่อ ๆ กันมาในครอบครัว การจะไปสู่แดนสวรรค์ได้ต้องเลี่ยงบาป ทำบุญ สั่งสมผลศีลผลทานไว้เป็นเสบียงในชาติหน้า การทำบุญ การยึดมั่นในพระรัตนตรัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ประเพณีบุญทุกอย่างคนรุ่นก่อนจะเข้าร่วม แต่คนรุ่นใหม่เข้าร่วมบุญเฉพาะโอกาสสำคัญ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทศกาลเดือนสิบ ซึ่งนอกจากได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับแล้ว ยังได้พบปะกันในหมู่ญาติด้วย เพราะลูกหลานจะกลับมาทำบุญร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ในปี ๒๕๔๑ มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ลูกหลานชาวโมคลานที่ไปอยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะไม่กลับมาทำบุญที่บ้านเหมือนปีก่อน ๆ เพราะมีปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ละเลยประเพณีนี้ โดยร่วมกันจัดพิธีสารทเดือนสิบขึ้นที่กรุงเทพฯ แทน ถ้าเป็นเช่นนี้ในปีต่อ ๆ ไป อะไรจะเกิดขึ้นกับสถาบันครอบครัว
เรื่องการทำบุญนี้ ชาวท่าศาลาเชื่อกันว่า การได้ทำบุญบูชาพระบรมธาตุเป็นกุศลอย่างยิ่ง ในสมัยก่อนชาวท่าศาลาที่อยู่ในชนบทไกล ๆ แม้จะลำบากก็พยายามหาทางไปไหว้พระบรมธาตุ บ้างเดินทางด้วยเท้าเปล่า บ้างลงเรือ ใช้เวลาข้ามวันข้ามคืนเพื่อเอาผ้าไปห่มพระธาตุ (แห่ผ้าขึ้นธาตุ) ในเดือน ๓ ซึ่งจะทำทุกปี ผิดกับปัจจุบันที่การเดินทางสะดวกแก่ผู้คนมากขึ้น แต่คนที่ไปทำบุญแห่ผ้าขึ้นธาตุด้วยศรัทธาจริง ๆ มีน้อยลง ยิ่งคนรุ่นหลังมักไปเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินเสียมากกว่า
วัดและพระสงฆ์นับว่าเป็นหัวใจของการถ่ายทอดความเชื่อในศาสนาต่อเนื่องกันมายาวนาน แม้ความเชื่อที่ถ่ายทอดจะเป็นแบบพุทธศาสนา ชาวบ้านที่ประสมประสานกับคติแบบผีและไสยศาสตร์ ไม่ได้มุ่งบรรลุมรรคผลนิพพาน แต่ก็เป็นความเชื่อที่เป็นกลไกในทางศีลธรรม คือ ชี้ผิดชอบชั่วดี อะไรควรประพฤติหรือไม่ควรประพฤติ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น ขณะเดียวกัน ก็ช่วยบรรเทาปัญหาทางจิตใจได้ อย่างไรก็ตาม จากสภาพที่เป็นอยู่พบว่าวัดและพระสงฆ์บางส่วนกำลังถูกเพ่งเล็งจากคนบางกลุ่มในสังคม ในเรื่องบทบาทหรือวัตรปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับสถานภาพ เช่น มีการใบ้หวย การแสวงประโยชน์ การหาและสะสมปัจจัยทางวัตถุ เป็นต้น ประกอบกับมี ข่าวคราวภายนอกในวงการสงฆ์ที่ไม่เหมาะสม ล้วนส่งผลต่อความรู้สึกของชาวบ้านทั้งสิ้น ทำให้คนค่อยห่างวัด ห่างพระ ซึ่งเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความเชื่อและหลักธรรมในพุทธศาสนา
ความเชื่อเนื่องแต่ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
มนุษย์ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อการดำรงอยู่ที่ปลอดภัย อุดมสมบูรณ์ และมั่นคง ทั้งปรับตัวท่ามกลางความเป็นไปของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และท่ามกลางสิ่งแวดล้อมทางสังคม ในกระบวนการปรับตัว มนุษย์ค้นพบสิ่งต่าง ๆ จากประสบการณ์ การคิดลองผิดลองถูก จนได้ความจริงหรือความพึงพอใจและมีการสืบทอดต่อ ๆ กันมา จนเป็นมรดกทางปัญญาของกลุ่มชน เพียงแต่ความรู้หรือภูมิปัญญาบางอย่างมิได้บอกที่มาหรือแสดงเหตุผล แต่มักชี้โทษภัยที่รุนแรง บางเรื่องชี้โทษแบบคลุม ๆ ว่า อุบาทว์บ้าง วิบัติบ้าง เป็นเสนียดบ้าง ประสบเคราะห์กรรมบ้าง ไม่เจริญบ้าง อัปมงคลบ้าง เช่น ห้ามโพกหัวเข้าวัดจะเกิดอุบาทว์ ห้ามสมสู่กันกลางดินกลางทรายจะเกิดความวิบัติ ห้ามพูดหล้าปาก (พูดให้ขัดลาภพูดเป็นลาง) จะอับโชคประสบเคราะห์กรรม ห้ามปักไม้เอาปลายลง หรือไม้ฝังดินไว้จะเกิดเสนียด เป็นต้น แต่บางเรื่องก็ชี้โทษเฉพาะเจาะจง เช่น ห้ามใช้จวักเคาะปากหม้อแม่โพสพจะตกใจ หาไม่พอกิน ห้ามล้อเลียนคนพิการจะถูกใช้ชาติ (กรรมนั้นตามสนองคือพิการด้วย) ห้ามพายเรือลัดทางข้ามคุ้งน้ำ อย่างไรก็ตามทุกเรื่องเมื่อวิเคราะห์เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์แล้วสามารถอธิบายได้ทั้งสิ้น ดังที่ สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ วิเคราะห์ไว้ว่า ความเชื่อเหล่านี้เป็นกลวิธีในการปลูกฝังสั่งสอนเพื่อให้เป็นคนที่มีจริยาวัตรที่ดีงาม คือ ให้เป็นคนรู้จักกาลเทศะ มีความละเอียดรอบคอบ มีความสำรวมระวังกายและวาจา ไม่เบียดบังเอาประโยชน์สาธารณะมาเป็นประโยชน์ตน
ความเชื่อที่กล่าวมามุ่งชี้โทษของการไม่ปฏิบัติตาม แต่มีอีกส่วนหนึ่งที่มิได้ชี้โทษ เพียงแต่บอกเล่าธรรมดา ๆ เช่น ปีไหนถ้าหอยโข่งวางไข่สูงกว่าปรกติ ปีนั้นน้ำจะท่วมมาก ถ้าเห็นมดคาบไข่ขึ้นบ้านแสดงว่าฝนจะตก ความเชื่อเช่นนี้อาศัยการสังเกต มีเป้าหมายเพื่อการพยากรณ์เหตุการณ์ ต่าง ๆ เพื่อไม่ให้คนประมาท
ยังมีความเชื่อเนื่องแต่ภูมิปัญญาพื้นบ้านอีกพวกหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคมมาก คือ ความเชื่อเกี่ยวกับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ชาวท่าศาลาเชื่อว่าความเจ็บป่วยทุกอย่างย่อมมีเหตุ บางคนป่วยเพราะผีให้โทษ เพราะอิทธิพลของดวงดาว ก็ต้องแก้ไขโดยอาศัยพิธีกรรม แต่บางคนป่วยไข้เพราะโรคหรือความผิดปรกติของร่างกาย ก็ต้องแก้ไขด้วยการบำบัดรักษา ซึ่งในประการหลังนี้จะมีภูมิปัญญาที่อยู่ในรูปของความเชื่อทุกขั้นตอนของการรักษา ตั้งแต่การตรวจอาการ หาสมุฏฐานของโรค วิธีบำบัดรักษา ข้อปฏิบัติและข้อห้าม (เช่น เรื่องของแสลงโรค) เมื่อหายแล้วบางโรคก็ต้อง จัดพิธีไหว้ครู ยาแต่ละขนานก็มีความเชื่อในการจัดการ เช่น การเก็บสมุนไพรแต่ละอย่างจะเก็บอย่างไร เอาส่วนไหน เก็บเวลาไหน ปรุงอย่างไร ซึ่งกระบวนการเหล่านี้อาจมีเรื่องไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการรักษาคนทั้งคน คือ แก้ปัญหาทั้งความป่วยไข้ที่เกิดกับร่างกาย และขจัดความวิตกกังวลอันเนื่องจากการป่วยไข้ ซึ่งเป็นปัญหาทางจิตใจด้วย
ความเชื่อของชาวท่าศาลาที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาพื้นบ้าน เป็นสิ่งที่เคยใช้เคยปฏิบัติกันมายาวนาน ช่วยให้สามารถปรับตัวสอดคล้องกับธรรมชาติและสังคม แก้ปัญหาด้วยการพึ่งตัวเองได้ระดับหนึ่ง และความเชื่อหลายอย่างเป็นเรื่องที่สามารถศึกษาวิเคราะห์พัฒนาเป็นความรู้สมัยใหม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษา
ความเชื่อของชาวท่าศาลาดังกล่าว ออกจะกระท่อนกระแท่นอยู่มาก แต่พอมองเห็นภาพรวม ๆ ได้ว่า อะไรคือรากฐานของความเชื่อ และเนื้อหาของความเชื่อเป็นอย่างไร ทั้งหมด คือ ปัจจัยกำหนดการกระทำหรือพฤติกรรมส่วนหนึ่งของชาวท่าศาลา หากการพัฒนาในเรื่องใด ๆ ก็ตามได้คำนึงถึงความเชื่อดังกล่าวบ้าง ก็อาจทำให้ทิศทางการพัฒนาสอดคล้องกับรากฐานของชีวิต ซึ่งน่าจะส่งผลดีกว่าพัฒนาแบบคิดเอาเองว่าชาวบ้านเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ยิ่งถ้าชาวบ้านได้กำหนดทิศทางการพัฒนาด้วยตนเองด้วย โดยอาศัยองค์กรบริหารระดับท้องถิ่นเป็นแกนและถือ เอาเรื่องความเชื่อเป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องคำนึงด้วย แล้วคาดว่าการพัฒนาน่าจะเกิดความสำเร็จได้มากขึ้น ความแปลกแยกระหว่างงานพัฒนากับวิถีชีวิตของคน ก็จะมีไม่มากจนเกิดปัญหา