ชุมชนโบราณเมืองโมคลานบันทึกหน้าต้นของประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช
เขียนโดย: รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา นุ่นสุข
๑. บทนำ
ในบรรดาแหล่งโบราณคดีประเภทชุมชนโบราณที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในจังหวัดนครศรีธรรมราชนั้น “แหล่งโบราณคดีโมคลาน” หรือ “ชุมชน โบราณโมคลาน” นับว่าได้รับความสนใจศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าแหล่งอื่นๆ
การศึกษาดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ระยะแรกๆ ที่เริ่มมีการศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดีและมานุษยวิทยาแถบภาคใต้ของประเทศไทย และแม้ว่าจะส่งผลให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่กว้างขวางขึ้นเกี่ยวกับชุมชนโบราณแห่งนี้ แต่ดูเหมือนว่าปริศนาที่ท้าทายให้มีการศึกษาเพิ่มเติมในแนวลึกก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน
บทความนี้มุ่งแสดงถึงผลการศึกษาที่ผ่านมา สถานภาพทางวิชาการในปัจจุบัน และทัศนะของผู้เขียนที่มีต่อชุมชนโบราณโมคลาน ในฐานะที่เป็นพัฒนาการก้าวสำคัญของชุมชนที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยในช่วงต้นของประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช
๒. สภาพภูมิศาสตร์โบราณคดี
ปัจจุบันแหล่งโบราณคดีโมคลานตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของวัดโมคลาน ในเขตบ้านยิง (หมู่ที่ ๙) ตำบลหัวตะพาน และบ้านโมคลาน (หมู่ที่ ๑๐-๑๑) ตำบลโมคลาน อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือที่เส้นรุ้งที่ ๘ องศา ๓๔ ลิปดา ๓๕ ฟิลิปดาเหนือ และเส้นแวงที่ ๙๐ องศา ๕๕ ลิปดา ๓๕ ลิปดาตะวันออก
ชุมชนโบราณโมคลานตั้งอยู่บนสันทราย (Sand Dune) เก่า ซึ่งเป็นสันทรายที่เกิดขึ้นในยุคโฮโลซีน (Holocene) มีอายุประมาณ ๘,๐๐๐-๕,๐๐๐ ปี มาแล้ว สันทรายแห่งนี้วางตัวในแนวทิศเหนือทิศใต้ขนานกับชายฝั่งทะเลอ่าวไทย นับเป็นสันทรายที่สองถัดจากสันทรายแรกที่เป็นที่ตั้งของตัวเมืองโบราณและตัวเมืองปัจจุบันของนครศรีธรรมราช
สันทรายแรกนี้เป็นสันทรายยาวเหยียดทอดตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้ ตั้งแต่อำเภอสิชลลงไปถึงอำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเมื่อลงไปถึงบ้านในกุ้ง ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา ห่างลงมาทางด้านทิศใต้ของ ตลาดท่าศาลาเล็กน้อย สันทรายนี้ได้แตกออกเป็นแนวสันทรายอีกแนวหนึ่ง ซึ่งทอดตัวขนานกับแนวสันทรายแนวแรก นับเป็นแนวสันทรายที่สอง และเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณโมคลานดังได้กล่าวมาแล้ว
แนวสันทรายได้ทอดผ่านชุมชนโบราณโมคลานลงมาทางด้านทิศใต้ ผ่านบ้านกำแพงถม ตำบลนาทราย อำเภอเมือง บ้านพระเพรง ตำบลนาสาร อำเภอพระพรหม บ้านท่าช้าง ตำบลช้างซ้าย อำเภอพระพรหม และผ่านลงไป ทางทิศใต้ อำเภอร่อนพิบูลย์ และอำเภอชะอวด ตามลำดับ จนอาจจะไปสิ้นสุดลงที่ทะเลสาบสงขลา
ระหว่างสันทรายทั้งสองตรงตำแหน่งที่ตั้งของชุมชนโบราณโมคลาน มีระยะห่างกันประมาณ ๓ กิโลเมตร และตลอดแนวของสันทรายทั้งสองนี้ก็ได้พบชุมชนโบราณและแหล่งโบราณคดีร่วมสมัยเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งที่ชุมชนปัจจุบันตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่นอีกด้วย เพราะเป็นที่สูง น้ำท่วมไม่ถึง
ในขณะที่บริเวณด้านข้างทั้งสองด้านของสันทรายใช้เป็นพื้นที่ทำนา เนื่องจากเป็นที่ราบลุ่ม
บริเวณสันทรายอันเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณโมคลานมีลำน้ำไหลผ่านหลายสาย เช่น คลองชุมขลิง (คลองยิง) และคลองโต๊ะแข็ง (คลองควายหรือคลองโมคลาน) เป็นต้น คลองดังกล่าวมีต้นน้ำอยู่ในเขตเทือกเขานครศรีธรรมราช ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของชุมชน เมื่อไหลตัดผ่านสันทรายในบริเวณชุมชนโบราณแห่งนี้แล้ว ได้ไหลลงสู่อ่าวไทยทางทิศตะวันออก
ด้วยเหตุนี้ นอกจากจะเป็นเส้นทางคมนาคม แหล่งน้ำ และแหล่งอาหารสำคัญของชุมชนมาแต่โบราณแล้ว คลองเหล่านี้ยังได้พัดพาตะกอนอันอุดมสมบูรณ์มาสู่ที่ราบด้านข้างสันทรายทำให้บริเวณแถบนี้กลายเป็นแหล่งทำนาที่สำคัญอีกด้วย
๓. การสำรวจทางโบราณคดีและการศึกษาชุมชนโบราณ
นักวิชาการสาขาต่างๆ ได้ให้ความสนใจศึกษาชุมชนโบราณโมคลาน มายาวนานอย่างน้อยที่สุดก็ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๑ เป็นต้นมา ที่ได้มีการสำรวจของโครงการสำรวจทางโบราณคดีไทย-อังกฤษ (Thai-British Expedition) ซึ่งในครั้งนั้นศาสตราจารย์ลูฟส์ (H.H.E Loofs) นักวิชาการในคณะสำรวจท่านหนึ่งได้กล่าวถึงแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ว่าได้ค้นพบแนวหิวตั้ง (Alignment) วางตัวอยู่เป็นแนวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ ประกอบด้วยแท่งหินที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจำนวน ๓๖ แท่งและอาจจะมีอยู่ ๑ แท่ง ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตอไม้ใหญ่ตรงปลายด้านใต้สุดของแนวหินตั้งนี้ ระยะทางระหว่างแท่งหินแท่งเหนือสุดกับแท่งใต้สุดห่างกันประมาณ ๔๖ เมตร รวมทั้งมีผู้กล่าวว่าแท่งหินหลายแท่งที่อยู่ในระยะ ๑๐ เมตร ทางตอนใต้สุดได้ถูกเคลื่อนย้ายออกไปเมื่อมีการสร้างโรงเรียนประชาบาลห่างจากแนวหินตั้งออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว ๕๐ เมตร เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๓ อีกทั้งยังมีเสาอีก ๑๐ ต้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันกับแท่งหินยังคงปักอยู่ในแนวหินตั้ง
ปัจจุบันนี้เสาดังกล่าวได้กลายมาเป็นเสากุฏิที่อยู่ในบริเวณวัด และยังมีแท่งหินหลายแห่งถูกนำมาใช้เป็นขั้นบันได สันนิษฐานว่าน่าจะนำมาจากแนวหินตั้งเหล่านั้นเช่นเดียวกัน
แนวหินตั้งในลักษณะนี้เคยมีผู้ค้นพบมาแล้วเป็นจำนวนนับร้อยที่มะละกา (Malacca) และ เนกรีเซมบิลัน (Negn Sembilsn) ในประเทศมาเลเซีย
ครั้นในราวปี พ.ศ.๒๕๑๕-๒๕๑๗ หน่วยศิลปากรที่ ๘ (นครศรีธรรมราช) ได้ดำเนินการสำรวจแหล่งโบราณคดีแห่งนี้และได้รายงานว่า ในบริเวณวัดโมคลานยังปรากฏซากโบราณสถานหินแกะสลักแผ่นหินกรอบประตูอาคาร สระน้ำเก่า แท่งหินตั้งเทวรูป และอื่นๆ มีอายุอยู่ในสมัยศรีวิชัย หรือเก่าแก่กว่า
ในปีต่อมา เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ กรมศิลปากรก็ได้ประกาศขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีโมคลาน (อันได้แก่บริเวณวัดโมคลานในปัจจุบัน) เป็นโบราณสถานของชาติ โดยมีโบราณสถานที่สำคัญ คือสระน้ำโบราณ เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๑ งาน และเนินซากโบราณสถาน เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๒ งาน ๓๖.๕ ตารางวา โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๒ ตอนที่ ๑๓๖ ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๘
ในปี พ.ศ.๒๕๒๑ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม แห่งภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้เสนอบทความเรื่อง “ชุมชนโบราณในภาคใต้” ในการสัมนาทางวิชาการทางประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช โดยได้กล่าวถึง การค้นพบซากพระเจดีย์เก่าที่มีผู้ขุดพบพระพิมพ์ดินดิบแบบทวารวดี-ศรีวิชัย ที่ชุมชนโบราณโมคลาน นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนศาสนสถานที่ทำด้วยแท่งหินอัคนี (Grnaite) มีลวดลายสลักอีกด้วย
ครั้นในปี พ.ศ.๒๕๒๕ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศรีศักร ทำหน้าที่เป็นผู้แทนประเทศไทยในการประชุมกึ่งปฏิบัติการโครงการศรีวิชัยศึกษา ท่านได้กล่าวว่า ในชุมชนโบราณแห่งนี้มีโบราณสถานที่สร้างขึ้นด้วยอิฐหลายหลัง โบราณสถานเหล่านี้ตั้งอยู่บนสันทราย ได้แก่ ฐานสถูป ซึ่งได้ค้นพบชิ้นส่วนหินแกรนิตเป็นจำนวนมากรอบๆ ฐานหินเหล่านี้หลายชิ้นถูกสร้างให้เรียงเป็นแนวๆ หนึ่ง ซึ่งคล้ายคลึงกันกับรูปแบบหนึ่งของวัฒนธรรมหินใหญ่ (Megalithic Culture) แต่ลวดลายแกะสลักบางส่วนก็คล้ายคลึงกับหินที่ใช้เป็นโครงสร้างพุทธสถานในเมืองอนุราธปุระ นอกจากนี้ ยังปรากฏรายงานว่า ได้มีการค้นพบพระพิมพ์จำนวนไม่น้อยในโบราณสถานที่เหล่านี้ด้วย พระพิมพ์เหล่านี้มีหลายขนาด หลักฐานทางโบราณคดีดังกล่าวชวนให้ระลึกถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับศรีลังกา
ในปี พ.ศ.๒๕๒๔ ผู้เขียนมีโอกาสได้สำรวจชุมชนโบราณแห่งนี้ จึงทำให้ทราบข้อมูลสำคัญหลายประการ ทั้งในส่วนของประวัติการค้นพบและสำรวจแหล่งสภาพภูมิศาสตร์โบราณคดีการตั้งถิ่นฐาน เส้นทางการคมนาคมเข้าสู่ชุมชนโบราณ ประชากรและอาชีพ ศาสนา และภาษาในชุมชนโบราณ ตลอดจนการทำภาชนะดินเผา
จากการสำรวจครั้งนี้ ทำให้ทราบว่าในปี พ.ศ.๒๔๗๘ ได้มีการเริ่มสำรวจอย่างเป็นทางการครั้งแรก คณะสำรวจในเวลานั้นกล่าวว่า ตัวแหล่ง บราณคดีมีสภาพร้าง แต่ก็ได้ค้นพบโบราณวัตถุหลายอย่าง คือ หลักหิน ซากเจดีย์ ซากเทวสถาน โยนิ พระพุทธรูปปูนปั้น เศษภาชนะ ดินเผา แหล่งโบราณสถานแห่งนี้ นับว่ามีขนาดใหญ่มาก คือกว้างยาวราว ๖๐๐×๖๐๐ เมตร แต่หลังจากมีพระภิกษุสงฆ์เข้ามาจำพรรษาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๐ เป็นต้นมา ก็ได้มีการบุกรุกทำให้พื้นที่แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ลดน้อยลงเป็นลำดับ
นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมจากทัศนะเดิมของ ศาสตราจารย์ลูฟส์ หลายประการ อาทิ
ประการแรก ควรจะแยกแท่งหินที่มีลวดลายสลักออกจากบรรดา แนวหินตั้งเพราะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
ประการที่สอง ในการสำรวจครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๘ นั้น ได้ค้นพบแนวหินที่ปักเรียงกันหลายแนว ไม่ได้มีเพียงแนวเดียวดังที่ศาสตราจารย์ลูฟส์ ได้พบเห็น
ประการที่สาม วัฒนธรรมหินใหญ่ในยุคสำริดมีโอกาสที่จะกระจายอยู่ในภูมิภาคนี้ได้เพราะการติดต่อคมนาคมและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกันของประชากรในดินแดนต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในยุคสำริดได้ปรากฏขึ้นอย่างกว้างขวางแล้ว
ประการที่สี่ กรณีเสาหินที่มีลวดลายสลักนั้น พบว่าลวดลายที่ใช้สลักมีความคล้ายคลึงกับที่ปรากฏในเทวาลัยบางแห่ง ซึ่งสร้างขึ้นในศิลปะแบบปัลลวะในอินเดียใต้ มีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ผู้เขียนจึงสันนิษฐานว่า ศาสนสถานที่พบโยนิอยู่ภายในนั้นคงมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ และเป็นศาสนสถานที่เนื่องในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย
ประการที่ห้า ทางทิศตะวันออกของโบราณสถานได้ค้นพบสระน้ำ โบราณ ๓ แห่ง ซึ่งอาจเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ขุดขึ้นเพื่อกระทำพิธีกรรมและความเชื่อเนื่องในศาสนาพราหมณ์ หรืออาจจะสำหรับการบริโภคของชุมชน
ประการที่หก ชุมชนโบราณแห่งนี้อาจเป็นเมืองท่าสำคัญมาแต่โบราณ เนื่องจากได้มีการค้นพบเหรียญเงินฟูนันเป็นจำนวนมากในบริเวณทุ่งน้ำเค็ม ใกล้กับชุมชนโบราณโมคลาน
นอกจากนี้ ชุมชนโบราณแห่งนี้อาจจะเป็นชุมชนที่สำคัญที่สืบเนื่องการผลิตภาชนะดินเผามาแต่โบราณก็เป็นได้
ครั้นในปี พ.ศ.๒๕๒๖ เมื่อประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกึ่งปฏิบัติของโครงการศรีวิชัยศึกษานั้น นอกจากผู้เขียนจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทยผู้หนึ่งแล้ว ยังเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับชุมชนโบราณแห่งนี้ที่ตัวแหล่งโบราณคดีเองด้วย หลังจากนั้น ผู้เขียนก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีแห่งนี้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด รวมทั้งได้รายงานผลการศึกษามาโดยลำดับ
สำหรับการประชุมกึ่งปฏิบัติการของโครงการศรีวิชัยศึกษา ในปี พ.ศ.๒๕๒๖ นั้น นอกจากบรรดานักวิชาการผู้เข้าประชุมจากนานาประเทศจะเดินทางมาศึกษาในแหล่งโบราณคดีแห่งนี้แล้ว ยังมีข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยดำเนินการสร้างและขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบโดยเร่งด่วน ทั้งที่แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ และแหล่งโบราณคดีอื่นๆ ในบริเวณตั้งแต่อำเภอขนอมลงไปจนถึงชุมชนโบราณท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย
๔. การขุดค้นทางโบราณคดี
หลังจากที่มีการสำรวจทางโบราณคดี และการศึกษาเกี่ยวกับชุมชนโบราณโมคลานที่ดำเนินการโดยนักวิชาการสาขาต่างๆ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเป็นระยะเวลานาน ด้วยแรงผลักดันจากข้อเสนอแนะของโครงการศรีวิชัยดังกล่าวมา ประเทศไทยจึงได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีในแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ โดยกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดำเนินการ“โครงการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานโมคคลาน” ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินงานดังกล่าวในปีงบประมาณ ๒๕๓๓, ๒๕๓๕ และ ๒๕๓๖ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๑,๓๙๐,๐๐๐ บาท โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ ๔ ประการ คือ
ประการแรก สำรวจ ขุดแต่ง และขุดค้นทางวิชาการ
ประการที่สอง วิเคราะห์วิจัยโบราณวัตถุที่ได้จากการสำรวจขุดแต่ง และขุดค้นทางวิชาการ
ประการที่สาม บูรณะเสริมความมั่นคงตามหลักวิชาการ
ประการที่สี่ เผยแพร่เอกสารทางวิชาการ
๔.๑ สภาพก่อนการขุดค้นทางโบราณคดี
การขุดค้นครั้งนี้ดำเนินการที่เนินโบราณสถานซึ่งตั้งอยู่ที่ภายในบริเวณวัดโมคลาน เนินโบราณสถานแห่งนี้เป็นเนินขนาดใหญ่ วัดจากชายเนินทางด้านทิศเหนือไปจนจรดชายเนินทางด้านทิศใต้มีขนาดกว้างประมาณ ๖๐ เมตร และจากชายเนินด้านทิศตะวันออกไปจนจรดชายเนินด้านทิศตะวันตก ยาวประมาณ ๘๐ เมตร ทั้งบนเนินโบราณสถานและบริเวณโดยรอบมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่น พันธุ์ไม้ที่สำคัญ คือ ยาง ประดู่ มะม่วง กระท้อน และ มะพร้าว
บนเนินโบราณสถานและบริเวณโดยรอบมีชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม เช่น ธรณีประตู กรอบประตู เสา และฐานเสาที่ทำด้วยหินทราย หินปูนและหินแกรนิต กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งในระยะหลังลงมาได้มีการนำบางส่วนไปใช้ทำเสากุฏิ ทำอัฒจันทร์ (วางไว้หน้าบันไดหรือทางเข้าของศาสนสถาน) บ้างเป็นม้านั่งใต้ต้นไม้ รวมทั้งนำไปประดับตกแต่งบริเวณโคนต้นไม้ใหญ่และสวนหย่อมเป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนประติมากรรมที่ทำด้วยหินทรายกระจัดกระจายอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะชิ้นส่วนโยนิและโสมสูตร
บริเวณชายเนินโบราณสถานด้านทิศตะวันตกและทิศใต้มีแท่งหินปักเป็นแนวตรงทั้งสองด้าน หินแต่ละแท่งมีระยะห่างที่ใกล้เคียงกัน
ส่วนบริเวณชายแดนด้านทิศตะวันออกมีร่องรอยสระน้ำโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ทอดตัวยาวขนานไปกับแนวโบราณสถานแต่ตื้นเขินจนแทบจะไม่ปรากฏสภาพแล้ว
นอกจากนั้นยังพบกองอิฐและแนวอิฐโบราณปรากฏอยู่ทั่วไปเป็นอาณาบริเวณกว้างขวาง แม้แต่บริเวณชายหาดเก่า หรือริมสันทรายทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเนินโบราณสถานซึ่งห่างออกไปจากตัวเนิน ประมาณ ๗๐ เมตร หรือบริเวณทางด้านทิศใต้ของเงินโบราณสถานห่างจากบริเวณทางด้าน ตัวเนินประมาณ ๕๐ เมตร อันเป็นบริเวณที่ไม่ได้ทำการขุดค้นในครั้งนี้
๔.๒ ผลการขุดค้นทางโบราณคดี
จากการขุดค้นทางโบราณคดี ได้พบซากโบราณสถานก่อด้วยอิฐ แบ่งออกได้เป็น ๓ ส่วน ตั้งเรียงกันในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก โบราณสถานดังกล่าวมีลักษณะสำคัญดังนี้
โบราณสถานหมายเลข ๑ (หลังแรกนับจากทิศตะวันออก) มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๒ เมตร ส่วนที่เป็นด้านกว้าง (ด้านทิศตะวันออก) มีส่วนของฐานยื่นออกมาประมาณ ๑.๕ เมตร โดยอยู่ห่างจากมุมด้านทิศตะวันออก เฉียงเหนือและมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ด้านละ ๒.๕ เมตร โบราณสถานแห่งนี้พังทลายลงมา ยังคงเหลือเฉพาะส่วนฐานและเหนือฐานขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ส่วนที่เหลือสูงที่สุดอยู่พ้นจากฐานขึ้นมาราว ๗๐ เซนติเมตร เท่านั้น
โบราณสถานหมายเลข ๒ (หลังกลาง) มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสอยู่ห่างจากโบราณสถานหมายเลข ๑ มาทางทิศตะวันตกประมาณ ๗๐ เซนติเมตร มีขนาดกว้างด้านละ ๑๐ เมตร ด้านทิศใต้ของตัวโบราณสถาน ได้พบผนังที่ก่อขึ้นไปเหนือส่วนฐาน ส่วนที่มุมฐานทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีการใช้แท่งหินรองรับส่วนฐานด้วย
โบราณสถานหมายเลข ๓ (หลังทางตะวันตกสุด) เป็นโบราณสถานที่ไม่อาจสังเกตรูปแบบแผนผังที่แท้จริงได้เนื่องจากมีสภาพไม่ชัดเจน ตั้งอยู่ห่างมาทางทิศตะวันตกของโบราณสถานหมายเลข ๒ ประมาณ ๑ เมตร ปรากฏร่องรอยฐานเสาที่ทำด้วยหินอยู่บนแนวฐาน มีแนวอิฐปูพื้นอย่างไม่เป็นระเบียบนัก อยู่หลายตำแหน่งบริเวณตอนเหนือของโบราณสถาน
นอกจากนี้ จากการขุดค้นทางโบราณคดีได้ค้นพบซากกลุ่มโบราณสถานที่ตั้งอยู่ห่างจากโบราณสถานหมายเลข ๓ ไปทางทิศเหนือประมาณ ๔ เมตร รวมทั้งได้ค้นพบแนวกำแพงอิฐที่ตั้งอยู่ห่างออกไปทางทิศเหนือ โดยแนวที่ยาว ที่สุดยาวประมาณ ๘ เมตร แต่ก็มีร่องรอยแสดงให้เห็นว่าแต่เดิมเป็นแนวที่ต่อเนื่องกันโดยตลอด และห่างจากโบราณสถานหมายเลข ๓ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ ๑๕ เมตร มีแนวเรียงอิฐคล้ายแนวกำแพง
ส่วนบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งศาลาวัดซึ่งสร้างทับอยู่บนเนินโบราณสถานนั้น เมื่อขุดค้นลงไปปรากฏว่าภายใต้ศาลาแห่งนี้เป็นพื้นที่ราบที่ปูด้วยดินทั่วทั้งบริเวณ
สำหรับภายใต้แนวหินตั้ง หรือแท่งหินที่นำมาปักเรียงต่อกันไปเป็นแนวตรงทั้งสองแนวนั้นปรากฏว่าเมื่อขุดค้นลงไป ก็พบแนวเรียงอิฐเป็นขอบด้านนอกของลานโบราณสถาน
จากการขุดค้นทางโบราณคดีในครั้งนี้ อาจจะสรุปได้ว่า โบราณสถาน หมายเลข ๑ หมายเลข ๒ และหมายเลข ๓ ตั้งอยู่บนลานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดยาว ๔๐ เมตร ในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก และมีขนาดกว้าง ๔๐ เมตร
ลานทั้งหมดปูด้วยอิฐ ขอบลานทั้งสี่ด้านก่ออิฐเป็นผนังกันดินทลาย ตรงกลางเป็นดินอัดและปูด้วยแผ่นอิฐความหนาหนึ่งแผ่นในด้านราบ แนวยาวของลานด้านทิศเหนือก่อกำแพงอิฐหนา ๑.๐๕ เมตร กำแพงอิฐสูงกว่าลานอิฐ ราว ๓ แผ่นอิฐก่อขนานไปกับลานด้านทิศเหนือตลอดแนว
ตรงบริเวณทิศเหนือของบริเวณโบราณสถานหมายเลข ๑ มีประตู ทางเข้าเป็นบันได แต่พังทลายไปจนแทบไม่เห็นรูปทรง บันไดนี้ตั้งอยู่ห่างจาก มุมทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๑๔ เมตร
ส่วนทางมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ไม่พบร่องรอยประตูทางเข้า เนื่องจากแนวกำแพงถูกทำลายจนหมดสภาพ
ส่วนแนวทางด้านทิศตะวันออกกับทิศตะวันตกมีการขุดค้นทางโบราณคดีเฉพาะแนวกำแพง ไม่ได้ขุดลอกดินทั้งหมด ด้านในกำแพงมีเศษอิฐหนาแน่นแต่ไม่เป็นระเบียบ สันนิษฐานว่าลานที่ปูด้วยอิฐคงจะปูชนกับกำแพง ส่วนด้านทิศใต้ไม่มีกำแพงแต่เป็นขอบลานอย่างเดียว ความลึก ๖๐ เซนติเมตร พบทางขึ้นบนลานที่อยู่ตรงกันข้ามกับประตูทางขึ้นด้านทิศเหนือ ตรงมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตรงมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ แนวกำแพงหักมุมแล้วทอดตรงไปในแนวทิศเหนือ-ใต้ ยาว ๖๐ เมตร แล้วหักเป็นมุมฉาก ทอดตัวในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก ยาว ๘๒ เมตร แล้วหักเป็นมุมฉากในแนวทิศเหนือ-ใต้ อีก ๖๐ เมตร
แต่การขุดค้นทางโบราณคดีไม่ได้ขุดตลอดแนวทั้งหมด ใช้วิธีขุดตรวจเป็นจุดๆ เนื่องจากมีสิ่งกีดขวาง เช่น อาคารเรียนและถนนที่สร้างทับลงบนแนวโบราณสถาน ตลอดจนต้นไม้ใหญ่ เป็นต้น แต่ภายหลังจากที่ได้มีการขุดค้นจนกระทั่งพบมุมทั้งสี่ทิศแล้ว ปรากฏผนังขนาดใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าติดกันสองผัง คือ
ผังแรก มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๗๐ เมตร มีโบราณสถานหมายเลข ๑-๓ อยู่ตรงกลาง โดยรอบบริเวณสถานเหล่านี้เป็นลานปูอิฐไปจนจรดแนวกำแพงอิฐสามด้าน คือ ด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือ และทิศตะวันตก ส่วนทางด้านทิศใต้ติดกับผังที่สอง
ผังที่สอง มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๖๐ เมตร ยาว ๘๒ เมตร มีแนวกำแพงอิฐสามด้าน คือ ด้านทิศตะวันออก ทิศใต้ และทิศตะวันตก ส่วนทางด้านทิศเหนือติดกับผังแรก ซึ่งเป็นขอบเรียงอิฐของลานโบราณสถาน
ผังทั้งสองนี้มีพื้นที่รวมกัน ๗,๗๒๐ ตารางเมตร กำแพงด้านทิศเหนือ หนา ๑.๐๕ เมตร สูง ๖๐ เซนติเมตร ส่วนด้านอื่นๆ อีกสามด้านหนา ๗๐ เซนติเมตร สูง ๖๐ เซนติเมตร
บริเวณภายนอกทางด้านทิศตะวันออกติดกับมุมทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของผังที่สอง มีร่องรอยสระน้ำโบราณที่มีสภาพตื้นเขินจากการขุดตรวจ ได้พบหลักฐานที่เป็นตะกอนท้องน้ำ แสดงว่าเป็นสระน้ำโบราณ โดยพบว่าน้ำที่ใช้วงบ่อทำด้วยดินเผาขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๘๐ เซนติเมตร อยู่ภายใต้สระน้ำแห่งนี้ด้วย
การขุดค้นทางโบราณคดีครั้งนี้นอกจากจะพบโบราณสถานหลายแห่ง ดังกล่าวแล้ว ยังพบโบราณวัตถุจำนวนมาก จำแนกออกได้เป็นหลายประเภท คือ
ประเภทชิ้นส่วนประติมากรรม ค้นพบจำนวน ๓ ชิ้น ชิ้นแรกทำด้วยหินชนวนสีเขียวแต่ไม่สามารถสันนิษฐานได้แน่ชัดว่าเป็นส่วนใดของประติมากรรม ส่วนชิ้นที่สอง และชิ้นที่สาม เป็นส่วนปูนปั้นส่วนมือและส่วนแขน
ประเภทชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม สามารถจัดจำแนกออกตามชนิดของ วัสดุได้ดังนี้คือ
ชนิดแรก ทำด้วยหินแกรนิต ได้แก่ ธรณีประตู กรอบประตู เสา และฐานเสา
ชนิดที่สอง ทำด้วยหินปูน ได้แก่ ธรณีประตู กรอบประตู เสาและแผ่นหิน
ชนิดที่สาม ทำด้วยหินทราย ได้แก่ เสา แท่นหิน ฐานเสา
ชนิดที่สี่ ทำด้วยอิฐค้นพบปริมาณมาก โดยเฉพาะอิฐรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื่องจากโบราณสถานแห่งนี้ใช้อิฐเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง อิฐดังกล่าวมีหลายขนาด เช่น ๑๕×๓๐×๗.๕ เซนติเมตร ขนาด ๑๙×๓๒×๑๐ เซนติเมตร และขนาด ๑๐×๒๐×๓ เซนติเมตร เป็นต้น
นอกจากนี้ยังพบอิฐที่มีการตกแต่งลวดลายเพื่อใช้ประดับอาคารอีกหลายลักษณะ เช่น อิฐทรงโค้งกลม อิฐถากบัวหักมุมสองด้าน อิฐรูปสี่เหลี่ยม ด้านข้างตัดเฉียง อิฐรูปสี่เหลี่ยม คางหมูด้านยาวโค้ง อิฐทรงกลมที่แต่งลวดลายเป็นรูปกลีบดอกไม้ อิฐรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสบากมุมฉากด้านบน อิฐรูปสี่เหลี่ยม ผืนผ้าถากบัวด้านบน และด้านล่างเป็นรูปอกไก่ และรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีการปาดที่ผิวด้านหน้าเป็นรูปลายนิ้วมือ เป็นต้น
ประเภทสิ่งของเครื่องใช้ มีหลายชนิด อาทิ กระเบื้องมุงหลังคาไม่เคลือบเป็นแบบเรียบปลายตัดตรง ด้านหัวมีที่เกาะยาวตลอดแผ่น ขนาดยาว ๑๕ เซนติเมตร กว้าง ๑๐ เซนติเมตร รูปสัตว์ดินเผาชำรุด เป็นสัตว์สี่ขา ไม่มีหาง ส่วนหัวหักหายไป ต่างหูทำด้วยโลหะ และเศษปูนที่ใช้สำหรับเป็นตัวสอทั้งภายในและภายนอก
ประเภทภาชนะดินเผาและเศษภาชนะดินเผา ค้นพบในปริมาณมาก และสามารถจำแนกได้เป็น ๒ชนิด คือ
ภาชนะดินเผาชนิดไม่เคลือบ พบในปริมาณมาก และมีบางส่วนอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือเกือบสมบูรณ์ เช่น หม้อดินเผาปากผาย ขอบปาก ป็นสันที่ด้านนอก ถ้วยดินเผาปากเว้าเข้า ผิวเรียบและถ้วยดินเผามีเชิงปากเป็นขอบตรง เป็นต้น ส่วนที่เป็นเศษภาชนะนั้นพบว่ามีทั้งแบบมีลวดลาย และไม่มีลวดลาย พบทั้ง ส่วนปาก ส่วนไหล่ ส่วนลำตัว ส่วนก้น และส่วนอื่นๆ
ภาชนะชนิดเคลือบ ค้นพบในสภาพที่สมบูรณ์บางส่วน คือ ไหสี่หูปากตรง มีขอบกว้างที่มีสันด้านนอก เคลือบสีน้ำตาล ส่วนที่เป็นเศษภาชนะ พบว่าแบ่งออกได้เป็นสามชนิดตามสีของน้ำเคลือบ คือ สีเขียว สีน้ำตาล สีขาวและสีขาวเขียนลายคราม โดยค้นพบทั้งส่วนปาก ส่วนไหล่ ส่วนลำตัว ส่วนก้น และส่วนอื่นๆ
ประเภทรูปเคารพ ได้ค้นพบจำนวน ๓ ชิ้น คือศิวลึงค์ที่ทำด้วยหินปูน สภาพชำรุด จำนวน ๒ องค์ และโยนิที่ทำด้วยหินชนวน สภาพชำรุดเช่นเดียวกัน จำนวน ๑ ชิ้น
ประเภทเศษถ่าน พบเศษถ่านกระจายอยู่ในหลุมต่างๆ หลายหลุม เป็นเศษถ่านที่เกิดจากเนื้อไม้หลายชนิด ค้นพบในระดับความลึกระหว่าง ๒๐๐-๓๒๐ เซนติเมตร
๕. การวิเคราะห์และตีความ
ในที่นี้ ผู้เขียนจะวิเคราะห์ตีความเกี่ยวกับชุมชนโบราณโมคลาน โดยอาศัยหลักฐานจากการสำรวจ และการขุดค้นทางโบราณคดีที่ค้นพบในขณะนี้ประกอบกัน แต่ก็สามารถกระทำได้เพียงระดับเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากยังไม่ปรากฏผลการศึกษาวิเคราะห์หลักฐานที่พบจากการขุดค้นครั้งนี้ในทางวิชาการออกมาแต่อย่างใด
ช่วงระยะเวลาประมาณยุคสำริด (ระยะเวลาประมาณ ๔,๐๐๐-๒,๔๕๐ ปี มาแล้ว) และยุคเหล็ก (ระยะเวลาประมาณ ๒,๔๕๐-๒,๐๕๐ ปีมาแล้ว) อันเป็นช่วงปลายสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของภาคใต้ แหล่งโบราณคดีในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยส่วนใหญ่ ตั้งอยู่ในบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก และเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องกันมา ทั้งในสมัยกึ่งประวัติศาสตร์ (มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-ปัจจุบัน) อันอาจจะสะท้อนให้เห็นได้ว่า ตั้งแต่ยุคสำริดเป็นต้นมา ชุมชนในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยได้ขยายตัวออกไปมากมีประชากรเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องขยายชุมชนมาสู่ที่ราบอันกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ในบริเวณชายฝั่งตะวันออกของภาคใต้ ซึ่งเป็นที่ราบที่กินอาณาบริเวณตั้งแต่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยในจังหวัดชุมพร ผ่านจังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปสู่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลาตามลำดับ
บริเวณดังกล่าวนี้เหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นชุมชนและเมืองใหญ่ได้ เนื่องจากมีที่ทำเกษตรกรรมกว้างใหญ่ และมีแม่น้ำหลายสายที่ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อค้าขายกับชุมชนภายนอกได้เป็นอย่างดี จึงทำให้พบชุมชน หรือแหล่งโบราณคดีที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสันทรายเก่าในที่ราบและริมฝั่งแม่น้ำในบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก แหล่งเหล่านี้มีอายุตั้งแต่ยุคสำริดลงมา
ขณะที่ในภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีบริเวณที่เอื้ออำนวยต่อพัฒนาการของชุมชนในลักษณะนี้แค่เพียงเล็กน้อย
พัฒนาการของชุมชนโบราณในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ในยุคสำริดและยุคเหล็กหรือช่วงปลายสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้น เป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดพัฒนาการของสังคมที่เป็นบ้านเป็นเมืองขึ้นในสมัยกึ่งประวัติศาสตร์ของคาบสมุทรภาคใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๕ เป็นต้นมา อันเป็นระยะเวลา ที่เอกสารโบราณของต่างชาติ เช่น เอกสารโบราณของจีนและอินเดีย ได้เริ่มกล่าวถึงแว่นแคว้นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบริเวณชายฝั่งทะเลและเกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยรวมอยู่ด้วย
ในบรรดาเอกสารโบราณของต่างชาติดังกล่าวนั้น เอกสารจีนถือได้ว่ามีความเก่าแก่มากที่สุด ที่ได้กล่าวถึงคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย โดย จดหมายเหตุราชวงศ์ฮั่นที่เรียกว่า “เสียนฮั่นซู” (Qian Hunshu) ได้บรรยายการเดินทางไปประเทศอินเดียของล่ามกรมขันที เมื่อประมาณปี พ.ศ.๔๔๓ เนื้อหาตอนหนึ่งกล่าวว่าได้เดินทางผ่านดินแดนคาบสมุทร ซึ่งน่าจะเป็นคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย โดยคณะกรมขันทีได้เดินทางมาแสวงหาสิ่งของหายาก อาทิ เครื่องแก้ว อัญมณี และผลิตภัณฑ์แปลกๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกับทองคำและไหมจากจีน นอกจากนี้ ยังได้กล่าวว่า บรรดาเจ้าเมืองในเมืองต่างๆ ที่แวะพักนั้นได้ส่งบรรณาการไปจีนแล้วตั้งแต่รัชสมัยของจักรพรรดิวู (Wu) ซึ่งครองราชย์ที่ประเทศจีนในระหว่างปี พ.ศ.๔๐๒-๔๖๒
นอกจากจดหมายเหตุจีนแล้ว ในราวปี พ.ศ.๕๐๐ ในประเทศอินเดีย ได้มีการแต่งหนังสือ เรื่อง มิลินทปัญหา หนังสือเรื่องนี้ได้กล่าวถึงเมืองท่าในขณะนั้นไว้หลายแห่ง สันนิษฐานว่าบางเมืองเป็นเมืองท่าในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองท่าตักโกละ หรือตะโกละ หรือตะโกลา หรือ ตักโกลา (Takola) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของคาบสมุทรภาคใต้
ครั้งในราวปี พ.ศ.๖๐๐-๗๐๐ ในประเทศอินเดียได้มีการแต่งคัมภีร์ มหานิทเทศ ขึ้น คัมภีร์เล่มนี้กล่าวถึงเมืองท่าในขณะนั้นไว้เป็นจำนวนมาก สันนิษฐานว่าเมืองท่าเหล่านั้นหลายเมืองตั้งอยู่ในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองท่าตักโกละ ซึ่งได้รับการกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่งและเมืองท่ากะมะลิงหรือ ตะมะลิง หรือตามพรลิงค์ (Tambralinga) ซึ่งเป็นชื่อเมืองนครศรีธรรมราชโบราณ
นับแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๘ เป็นต้นมา เอกสารจีนโบราณ ได้กล่าวถึงความรุ่งเรืองของเมืองต่างๆ กว่า ๑๐ เมือง ที่ตั้งอยู่โดยรอบอ่าวไทย เมืองเหล่านี้รุ่งเรืองขึ้นเนื่องจากบทบาททางการค้าของพ่อค้าชาวอินเดีย ผู้ซึ่งใช้คาบสมุทรนี้เป็นสื่อกลางในการติดต่อค้าขายกับจีน พ่อค้าเหล่านี้ได้นำเอาอารยธรรมอินเดียมาสู่ดินแดนแถบนี้ตั้งแต่ ภาษา ความเชื่อ ศาสนา ประเพณี กฎหมาย และสถาบันพระมหากษัตริย์
ทั้งหมดนี้เป็นรากฐานของวัฒนธรรมประเพณีในประเทศไทย
ผลงานทางศิลปะที่ปรากฏขึ้นในสมัยนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับต้นแบบในประเทศอินเดีย โบราณวัตถุในกลุ่มรุ่นเก่าที่ค้นพบในประเทศไทยส่วนใหญ่จัดไว้ในสมัยนี้
เมืองเหล่านี้มีเมืองดันซุน (Dan Sun) เป็นเมืองสำคัญที่สุด เมืองนี้ครอบคลุมทั้งฝั่งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ดังนั้นจึงควบคุมเส้นทางคาบสมุทร (Trans-Peninsular Route) เป็นศูนย์กลางทางการค้าที่หนาแน่น เนื่องจากเป็น “จุดนัดพบ” ของตะวันออกกับตะวันตก หรือเป็นสถานที่ซึ่ง “ตะวันตกพบตะวันออก” คลังสินค้าของเมืองนี้มีสินค้าทุกประเภท จนมีชื่อเสียงว่า “ไม่มีสิ่งของใดๆ ที่ไม่ได้อยู่ในสถานที่แห่งนั้น”
ในเมืองนี้มีชาวอินเดียเข้ามาอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก โดยในราว กลางพุทธศตวรรษที่ ๘ ได้มีพวกฮู (Hu เป็นคำที่ใช้เรียกพวกพ่อค้าชาวอินเดีย) อยู่ถึง ๕๐๐ ครอบครัว และมีพวกพราหมณ์อยู่อีกกว่า ๑,๐๐๐ คน ซึ่งจำนวนหนึ่งได้แต่งงานกับสตรีชาวพื้นเมือง และตั้งรกรากถาวรอยู่ในสถานที่แห่งนั้น
ในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยขณะนี้ ได้พบแหล่งโบราณคดีหลายแห่งที่รุ่งเรืองขึ้นในสมัยกึ่งประวัติศาสตร์ของภาคใต้ คือ ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๕-๑๐ และได้พบหลักฐานทางโบราณคดีเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นโบราณวัตถุและโบราณสถานที่มีอายุร่วมสมัยกับเอกสารโบราณที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งยืนยันให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของเอกสารโบราณเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี และทั้งแสดงให้เห็นถึงการเริ่มต้นขึ้นของความสัมพันธ์ระหว่างคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยกับจีนและอินเดีย ในสมัยกึ่งประวัติศาสตร์นี้ด้วย
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญดังกล่าวนี้ มีหลายแห่งกระจายอยู่ในบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก อาทิ ควนลูกปัด จังหวัดกระบี่ เขาทอง จังหวัดระนอง เขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร วัดจอมทอง และวัดพระเพรง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตลอดจนอีกหลายแหล่งในอำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส
จากหลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้กล่าวไว้ว่า ในระยะแรก ชุมชนเหล่านี้สืบเนื่องวัฒนธรรมมาจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ครั้งเมื่อถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๕ จึงเริ่มปรากฏอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดีย จีน และโรมัน โดยวัฒนธรรมอินเดียปรากฏในปริมาณมาก และสืบเนื่องยาวนานที่สุดและมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากอิทธิพลทางการค้าของอินเดียที่ใช้คาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยเป็นสถานีการค้าที่สำคัญในระยะเวลาดังกล่าว เนื่องจากในราวพุทธศตวรรษที่ ๖ เมืองท่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เข้ามาอยู่ในระบบเครือข่ายของระบบเมืองท่าในเส้นทางการค้าทางทะเลสายสำคัญของโลก
เส้นทางการค้าโบราณในสายนี้ได้เชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายทางการค้า ซึ่งโยงใยกันอย่างกว้างขวางจากยุโรปตะวันตก ผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทะเลแดง อินเดีย และมุ่งตรงไปยังจีน
ในระยะเวลานี้ จึงกล่าวได้ว่าเป็นครั้งแรกที่เริ่มปรากฏให้เห็นว่าเส้นทางสายนี้เป็น “ระบบการค้าของโลก” อย่างแท้จริง เนื่องจากเส้นทางสายนี้ได้รวมระบบเศรษฐกิจการค้าของประชากรทั้งมวลของโลกเอาไว้ ยกเว้นแต่เพียงทวีปอเมริกาและออสเตรเลียเท่านั้น
นอกจากนี้ยังกล่าวได้ว่าเป็นลำดับขั้นแห่งพัฒนาการครั้งสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
อิทธิพลจากการค้าของอินเดียดังกล่าว เริ่มต้นปรากฏขึ้นในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยในหลายด้าน อาทิ การก่อให้เกิดแหล่งอุตสาหกรรมผลิตลูกปัด รัตนชาติ และเครื่องประดับ โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีควนลูกปัด จังหวัดกระบี่ เขาทอง จังหวัดระนอง และเขาสามแก้ว จังหวัดชุมพรเป็นต้น
สิ่งของเหล่านั้นส่วนใหญ่มีรูปแบบคล้ายคลึงกันกับที่ค้นพบก่อนหน้านี้ในแหล่งโบราณคดีหลายแห่งในอินเดีย โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีอริกเมฑุ (Arikmedu) บริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย
แหล่งอุตสาหกรรมดังกล่าวนี้ นอกจากจะเป็นโรงงานผลิตสินค้าที่สำคัญแล้ว คงจะดำรงอยู่ในฐานะของเมืองท่าในระบบเมืองท่านานาชาติดังกล่าวด้วย เนื่องจากค้นพบตราประทับจำนวนมากสลักด้วยอัดษรพราหมี (Brahmi) ปัลลูวะ (Pallavs) และสันสกฤษ
ตราประทับเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการค้าแทบทั้งสิ้น นับเป็นอักษรและภาษาของอินเดียรุ่นแรกที่ปรากฏขึ้นในคาบสมุทรแห่งนี้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นต้นเค้าของการเกิดศิลาจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤษจำนวนหลายหลักในคาบสมุทรแห่งนี้ในระยะเวลาต่อมาคือราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ อันเป็นระยะแรกของการเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ของคาบสมุทรภาคใต้
นอกจากนี้ ศาสนาที่สำคัญของอินเดียสองศาสนา คือพราหมณ์และพุทธก็ได้เริ่มปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในคาบสมุทรแห่งนี้ในสมัยกึ่งประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกัน โดยศาสนาพราหมณ์เริ่มปรากฏอิทธิพลขึ้นตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษ ที่ ๙-๑๐ ในขณะที่พุทธศาสนาเริ่มปรากฏขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐-๑๑
จากที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าสมัยกึ่งประวัติศาสตร์ของคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๕-๑๐ นั้น การค้าของอินเดียที่เริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๕ เป็นต้นมา ได้มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อพัฒนาการทางสังคมของคาบสมุทรแห่งนี้ เนื่องจากชุมชนบนคาบสมุทรมีการรับวัฒนธรรมด้านต่างๆ หลายด้านของอินเดียเข้ามาใช้พัฒนาชุมชนของตนอย่างผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมดั้งเดิมที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนกระทั่งส่งผลให้ชุมชนบนคาบสมุทรแห่งนี้มีความโดดเด่นขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะที่เป็นดินแดนแห่งหนึ่ง ที่มีเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเฉพาะตน และเป็นพื้นฐานสำคัญที่ส่งผลให้ชุมชนบนคาบสมุทรแห่งนี้พัฒนาอย่างสืบเนื่องมาสู่สมัยประวัติศาสตร์ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ เป็นต้นมา
ภายใต้พัฒนาการอันโดดเด่นของคาบมหาสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยนับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๘-๑๐ เป็นต้นมา ชุมชนโบราณโมคลาน ก็ได้รุ่งโรจน์ขึ้นแล้วกลับกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของรัฐหรือ อาณาจักรตามพรลิงค์เช่นเดียวกับเมืองท่าแห่งอื่นๆ อีกหลายแห่งที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของภาคใต้ โดยเฉพาะเมืองท่าในเขตชุมชนโบราณสิชล ได้พบเหรียญเงินด้านหนึ่งเป็นรูปศรีวัตสะอีกด้านหนึ่งเป็นรูปพระอาทิตย์ครึ่งดวง จำนวนราว ๑๕๒ เหรียญ ที่แหล่งโบราณคดีทุ่งน้ำเค็มหมู่ที่ ๑๐ ต.โมคลาน อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช อยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของแหล่งโบราณคดีโมคลานเพียงประมาณ ๑ กิโลเมตรเท่านั้น
อาจกล่าวได้ว่าในระยะนั้น แหล่งโบราณคดีทั้งสองนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือเป็นเมืองท่าและเป็นชุมชนโบราณที่เรียกรวมกันในที่นี้ว่า “ชุมชนโบราณโมคลาน"
เหรียญเงินชนิดนี้เคยพบในแหล่งโบราณคดีหลายแห่ง เช่น เมืองโบราณ อู่ทอง นครปฐมดงศรีมหาโพธิ์ในประเทศไทย เมืองโบราณแบบถาโน (Beikthano) ในประเทศพม่า และเมืองโบราณออกแก้ว (Oc-Eo) ในประเทศเวียดนาม ตัวเหรียญมีอายุอยู่ในราวปี พ.ศ.๗๓๔- ๙๔๓ การค้นพบเหรียญเงินนี้ จึงอาจสันนิษฐานได้ว่า ชุมชนโบราณโมคลานมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับแหล่งโบราณคดีในภูมิภาคอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยมีฐานะเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาคในระยะเวลานั้น และด้วยเหตุที่ชุมชน แห่งนี้ตั้งอยู่บนชายฝั่งหรือหาดทราย ดังนั้นจึงสามารถเดินทางเข้าออกได้ง่ายอย่างสะดวกโดยทางเรือ
แต่ปัจจุบันเส้นทางดังกล่าว (ระหว่างชุมชนโบราณกับอ่าวไทย) กลับตื้นเขินจนยากจะเห็นร่องรอยในชั้นเดิมได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพทางภูมิศาสตร์ได้เป็นอย่างดี
ในขณะเดียวกันกับที่ทำการค้าและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับบรรดาเมืองท่าที่ตั้งอยู่ภายนอกคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยในพุทธศตวรรษ ที่ ๘-๑๐ นั้น เมืองท่าโบราณแห่งนี้คงจะมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกับบรรดาเมืองท่าร่วมสมัยที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรแห่งนี้ อาทิ ชุมชนโบราณจอมทอง ชุมชนโบราณหน้าพระนารายณ์ (หรือหาดแก้ว) และชุมชนโบราณวัดพระเพรง จังหวัด นครศรีธรรมราช กับชุมชนโบราณสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาสด้วย เพราะต่างก็ได้พบโบราณวัตถุสถานที่มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๘-๑๐ นั้น ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าในชุมชนโบราณโมคลานจะไม่ได้พบประติมากรรมรูปเคารพที่มีอยู่ในช่วงระยะ ดังกล่าวเช่นเดียวกันกับชุมชนโบราณข้างต้นนั้นก็ตาม แต่ก็พบร่องรอยโบราณสถาน ที่อาจจะเริ่มต้นสร้างด้วยอิฐในช่วงระยะเวลาดังกล่าว แล้วได้มีการบูรณะหรือการสร้างทับด้วยเทวาลัยที่สร้างด้วยอิฐในระยะหลังลงมา
แผ่นอิฐจำนวนไม่น้อย ที่ได้จากการขุดค้นในโบราณสถานเหล่านี้ มีสัญลักษณ์เป็นรูปรอยนิ้วมือปรากฏอยู่ สัญลักษณ์ทำนองเดียวกันนี้เคยพบในแหล่งโบราณคดี บางแห่งที่พบเหรียญเงินในรูปแบบข้างต้น โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีในวัฒนธรรมปยู (Pyu) ในลุ่มแม่น้ำอิรวดี และแหล่งโบราณคดีในวัฒนธรรมทราวดีแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น วังแดง จังหวัดพิจิตร และ เมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นต้น
แหล่งเหล่านี้กำหนดอายุจากผลการขุดค้นทางโบราณคดีได้ระหว่าง ปี พ.ศ.๗๔๓ - ๙๔๓
นอกจากนี้ยังค้นพบชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมที่ทำด้วย หิน โดยเฉพาะธรณีประตูและกรอบประตูซึ่งมีรูปแบบเดียวกันกับที่ปรากฏในแหล่งโบราณคดีวัดจอมทองและวัดพระเพรงด้วย
ถึงแม้ว่าข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับโบราณสถานที่มีอายุอยู่ในระหว่าง พุทธศตวรรษที่ ๘-๑๐ ในแหล่งโบราณคดีโมคลานยังไม่ปรากฏรายละเอียดว่าสร้างขึ้นเนื่องในการใดก็ตาม แต่สำหรับโบราณสถานในช่วงพุทธศตวรรษ ที่ ๑๑-๑๒ ผลการขุดค้น ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโบราณสถานเหล่านั้นเป็นศาสนสถาน หรือเทวาลัยที่เนื่องในศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย เนื่องจากได้ค้นพบประติมากรรมศิวลึงค์ อันเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ เทพเจ้า สูงสุดของลัทธิไศวนิกายภายในศาสนสถานเหล่านั้นหลายองค์ รวมทั้งพบโยนิ อันเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระอุมา หรือพระนางปารวตีชายาของพระศิวะด้วย
ในระยะนั้นศาสนาพราหมณ์ได้ส่งอิทธิพลให้แก่คาบสมุทรแห่งนี้อย่างกว้างขวาง เทวาลัยซึ่งมีอายุอยู่ในระหว่างเวลาดังกล่าว เท่าที่ค้นพบแล้ว ขณะนี้อาจแบ่งได้กว้างๆ ออกเป็นสองประเภทคือ เทวาลัยที่สร้างขึ้นบนภูเขา และเทวาลัยที่สร้างขึ้นในที่ราบหรือบนสันทราย
ในบรรดาเทวาลัยที่สร้างขึ้นบนที่ราบหรือบนสันทรายเก่าเท่าที่ค้นพบในขณะนี้ อาจกล่าวได้ว่าเทวาลัยในแหล่งโบราณคดีโมคลานมีขนาดใหญ่ที่สุด จึงอาจสันนิษฐานได้ว่า เทวาลัยแห่งนี้คงเป็นศูนย์กลางทางศาสนาพราหมณ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของอาณาจักรตามพรลิงค์
ศูนย์กลางทางศาสนาแห่งนี้คงสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกับเทวาลัยแห่งอื่นๆ ที่ตั้งอยู่บนสันทรายเก่านครศรีธรรมราช (หรือหาดแก้ว ปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตเทศบาลนครศรีธรรมราช) และบนสันทรายในเขตอำเภอสิชล และอำเภอท่าศาลา เพราะปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางของเทวาลัยที่อยู่รายรอบเหล่านั้น รวมทั้งรูปแบบทางศิลปะของประติมากรรมและชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมก็มีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่ง จนสามารถกล่าวได้ว่าโบราณวัตถุสถานเหล่านี้ปรากฏขึ้นในวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ “วัฒนธรรมตามพรลิงค์” (Tambralinga Culture)
ด้วยเหตุที่ศาสนสถานแห่งนี้มีความสำคัญมาก ดังนั้น นอกจากขนาดที่ใหญ่โต และอาณาเขตกว้างขวางสลับซับซ้อนแล้ว ยังมีเทวาลัยที่สร้างขึ้นในบริเวณเดียวกันถึงสามหลัง อันเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งในศาสนาพราหมณ์ ในระยะดังกล่าว คือนอกจากจะสร้างเทวาลัยประธานขึ้นมาเพื่อเป็นที่ประทับ หรือเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพของเทพสูงสุดในนิกายของตนแล้ว ยังนิยมสร้างเทวาลัยแห่งอื่นๆ ขึ้นในบริเวณใกล้เคียงเพื่อให้เป็นที่ประทับหรือเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพชั้นรองหรือบริวารของเทพสูงสุดในเทวาลัยประธานนั้น ดังที่ได้ปรากฏในแหล่งโบราณคดีหลายแห่งที่ร่วมสมัยกันในเมืองมหาพาลีปุรัมหรือมามัลลปุรัม (Mahabalipuram or Mamallapuram) และกาญจีปุสัม (kanechipurum) ในแคว้นมัทราส (Madras) ทางภาคใต้ของอินเดีย โดยเฉพาะกลุ่มของบรรดา เทวาลัยที่ตั้งอยู่บนหาดทรายริมฝั่งทะเลเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะปรากฏหลักฐานจากการขุดค้นว่าเทวาลัยประธานเป็นสิ่งที่ประทับของพระศิวะหรือเป็นที่ประดิษฐานของศิวลึงค์ ซึ่งมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ ก็ตามยังไม่ปรากฏหลักฐานพอที่จะสันนิษฐานได้ว่า เทวาลัยบริวารอีกสองหลังเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพของเทพชั้นรององค์ใดบ้าง
นอกจากนี้ หลักฐานทางการขุดค้นแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ในระยะแรกการก่อสร้างเทวาลัยใช้วิธีก่ออิฐลงบนพื้นทราย มีการเรียงอิฐบนลานโดยรอบเทวาลัยทุกหลัง แต่ด้วยความรุ่งเรื่องที่ยืนยาวของเทวาลัยเหล่านั้น เมื่อเทวาลัยทรุดตัวลงในระยะหลังจึงได้บูรณะขึ้นใหม่ โดยใช้ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมที่ทำด้วยหินของเทวาลัยรุ่นก่อน โดยเฉพาะกรอบประตูและธรณีประตูมาวางภาพลงบนพื้นทราย เพื่อใช้เป็นพื้นฐานรองรับน้ำหนักแล้วจึงเรียงอิฐขึ้นไปบนแท่นหินเหล่านี้ใช้เป็นส่วนฐาน ส่วนตัวอาคารและส่วนหลังคาของเทวาลัยตามลำดับ
เทวาลัยหลังใหม่นี้อาจจะมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แต่กระนั้นก็ตามรูปแบบศิลปะของชิ้นส่วนที่ทำขึ้นใหม่นี้ก็ยังคล้ายคลึงกับรูปแบบที่นิยมกันมาก่อนหน้า
การฟื้นฟูบูรณะเทวาลัยด้วยเทคนิควิธีดังกล่าวนี้ คงจะดำเนินการต่อมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ควบคู่กันมากับการสร้างศาสนสถานขึ้นใหม่ โดยลำดับเช่นเดียวกับศาสนสถานบางส่วนคงก่อสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕ โดยเฉพาะที่สร้างด้วยเครื่องไม้ ซึ่งได้พังทลายไปหมดแล้วจึงยังคงหลงเหลืออยู่เฉพาะชิ้นส่วนของสถาปัตยกรรมที่ทำด้วยหิน โดยเฉพาะแท่งหินรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่และหนา ที่สละกล้องเป็นฐานเสาเครื่องไม้รูปวงกลม ตรงกลางมีรูปสี่เหลี่ยมตื้นๆ สำหรับสวมเดือยของเสาเครื่องไม้ ที่พบมากในแหล่งโบราณคดีแห่งนี้
ในระยะนี้ ศาสนสถานบางแห่งของที่นี่อาจจะใช้เสาที่ทำด้วยหินแกรนิต ดังที่ได้ปรากฏร่องรอยการสกัดแท่งหินเหล่านี้ออกมาจากหน้าผา ตลอดจนได้ค้นพบชิ้นส่วนโสมสูตร (รางน้ำมนต์) ทำด้วยหิน หลงเหลืออยู่ด้วย เช่นเดียวกับที่ได้ค้นพบในเทวลัยจำนวนมาก ซึ่งมีอายุอยู่ร่วมสมัยกันในลุ่มแม่น้ำเมอร์บอก(Merbok) ประเทศมาเลเซีย
ส่วนสระน้ำโบราณที่เป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นองค์ประกอบสำคัญควบคู่กับเทวาลัยตามระบบความเชื่อใน “วัฒนธรรมตามพรลิงค์” นั้น ผู้เขียนเคยสำรวจพบว่ามีอยู่หลายแห่ง แต่ที่น่าจะให้ความกระจ่างได้ดีที่สุด หากได้มีการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างสมบูรณ์แบบคือแห่งที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอยู่ใกล้กับตัวเทวาลัยมากที่สุด
ส่วนบริเวณผังที่สอง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเทวาลัยทั้งสามนั้น นับว่าน่าสนใจไม่น้อยเนื่องจากผู้เขียนพบว่ายังมีแนวอิฐปรากฏอยู่เป็นจุดๆ ซึ่งหมายความว่าอาจมีเทวาลัยบางแห่งฝังอยู่หรืออาจมีโบราณสถานประเภทอื่นก็ได้
ดังนั้น หากได้มีการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเต็มพื้นที่ในบริเวณนี้ ก็คงจะได้พบหลักฐานที่จะช่วยให้ภาพอันพร่ามัวของชุมชนโบราณแห่งนี้กระจ่างชัดเจนยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน
บทสรุป
ชุมชนโบราณโมคลาน อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนโบราณแห่งหนึ่งในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ที่ได้พัฒนาขึ้นในสมัยกึ่งประวัติศาสตร์ อันเป็นช่วงระยะเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ชุมชนนครศรีธรรมราชได้สร้างวัฒนธรรมของตน ซึ่งสืบเนื่องมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์นับเป็นพัฒนาการในช่วงต้นของการเป็นรัฐหรือ อาณาจักรของนครศรีธรรมราช ในราวพุทธศตวรรษที่ ๘-๑๐
การค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่คล้ายคลึงกับที่ค้นพบมาก่อนแล้วในแหล่งโบราณคดีต่างๆ ได้แสดงให้เห็นว่าในช่วงต้นของพัฒนาการของชุมชนโบราณโมคลาน คือในราวพุทธศตวรรษที่ ๘-๑๐ นั้น ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ โบราณคดีที่เหมาะสม เนื่องจากตั้งอยู่บนสันทรายชายฝั่งทะเลที่มีการคมนาคมเข้าออกสะดวก มีเครื่องกำบังคลื่นลม (คือแนวสันทรายแนวแรกที่ได้กล่าวมา) มีบริเวณที่จอดเทียบเรือกว้างใหญ่ มีทางสัญจรและเคลือข่ายติดต่อกับชุมชนโบราณร่วมสมัยทั้งใกล้และไกล รวมทั้งมีอาหารและน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ชุมชนโบราณแห่งนี้สามารถพัฒนาขึ้นเป็นเมืองท่าแห่งหนึ่งของรัฐหรือ อาณาจักรตามพรลิงค์ หรือนครศรีธรรมราชโบราณ
เมืองท่าแห่งนี้ได้ถูกผนวกเข้าไปในระบบเมืองท่า หรือระบบการค้านานาชาติ ที่มีเส้นทางการค้าโยงใยเป็นเครือข่ายกว้างขวางและสลับซับซ้อนที่สุด คือเส้นทางการค้าระหว่าง “ตะวันออก-ตะวันตก” ที่มีรัฐตามพรลิงค์ หรือนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางที่สำคัญบนคาบสมุทรแห่งนี้
หลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฏในช่วงนี้ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นบทบาททางด้านการค้าสมัยโบราณแล้ว ยังแสดงถึงร่องรอยการตั้งถิ่นฐาน และการสร้างโบราณสถานที่มีอายุอยู่ในสมัยแรกๆ ด้วย
ครั้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ วัฒนธรรมอินเดียซึ่งเริ่มปรากฏขึ้นในแหล่งโบราณคดีหลายแห่งในคาบสมุทรมาตั้งแต่ระยะก่อนหน้า ก็ได้แพร่หลายในชุมชนโบราณแห่งนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย เห็นได้จากการปรากฏขึ้นของประติมากรรมรูปเคารพและเทวาลัยที่เนื่องในลัทธินี้
ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของเทวาลัย ตลอดจนองค์ประกอบของศาสนสถานได้แสดงถึงความเป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่งของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งได้รุ่งเรืองสืบเนื่องบนคาบสมุทรแห่งนี้มาจนกระทั่งราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ และยังนับเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในเทวาลัยจำนวนมากซึ่งตั้งอยู่ในที่ราบหรือบนสันทราย ที่มีอายุร่วมสมัยกันบนคาบสมุทรแห่งนี้
ผู้เขียนมีความเห็นว่า วัฒนธรรมที่เนื่องศาสนาพราหมณ์นี้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษพอที่จะเรียกได้ว่าเป็น “วัฒนธรรมตามพรลิงค์” โดยมีชุมชนโบราณโมคลานเป็นหลักหรือแม่แบบแห่งหนึ่งของวัฒนธรรมดังกล่าว
อย่างไรก็ดี การดำเนินการศึกษาค้นคว้าต่อไปก็เป็นเรื่องจำเป็น เนื่องจากเป็นชุมชนโบราณที่มีความสำคัญมากต่อเมืองนครศรีธรรมราช ประกอบกับยังมีประเด็นปัญหาจนค้นคว้าเพิ่มเติมอีกไม่น้อย อาทิ พัฒนาการในช่วงปลายของชุมชน เป็นต้น การศึกษาควรเป็นไปในเชิงสหวิทยาการ โดยขยายขอบเขต ครอบคลุมพื้นที่ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะบริเวณที่รายรอบภายนอกวัดโมคลาน ที่ได้พบหลักฐานทางโบราณคดีอีกหลายต่อหลายแห่ง
ในขณะเดียวกัน การสำรวจและขุดค้นก็ควรจะต้องขยายตามไปด้วย (ควรเน้นหนักไปที่การขุดค้นทางโบราณคดีที่มีความสมบูรณ์เต็มพื้นที่มากกว่าการขุดตรวจเฉพาะจุดที่ทีความสำคัญ) โดยเฉพาะภายในบริเวณวัดโมคลานทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นจะต้องทบทวนหลักรายวิชาว่าด้วย “การอนุรักษ์” ในรูปของ “การบูรณะ” ที่กระทำต่อโบราณสถานที่ขุดค้นทางโบราณคดีเรียบร้อยแล้วไม่ให้การกระทำดังกล่าวเป็น “การสร้างขึ้นใหม่” เช่นที่เคยกระทำต่อโบราณสถานภายในวัดโมคลาน อันได้แก่การเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมหินจำนวนมากออกไปแล้วต่อเติมอิฐขึ้นมาใหม่ จนโบราณสถานหมดสภาพและหมดคุณค่าไป
ทั้งนี้ เพื่อหวนกลับไปสู่เจตนารมณ์ของหลักวิชาที่ว่า จะกระทำเพียง เพื่อให้โบราณสถานมีความมั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้นโดยคงสภาพดั้งเดิมไว้ทุกประการ เพื่อให้โบราณสถานนั้นยังคงซึ่งไว้ซึ่ง “ชีวิต” และ “วิญญาณ” สืบไป
ที่มา : บทความโดย รศ.ดร.ปรีชา นุ่นสุข
เผยแพร่และตีพิมพ์ในเอกสารประกอบการสัมมนา “ตามรอยตามพรลิงค์ค้นความจริงนครศรีธรรมราช” (มหานคร) พ.ศ.๒๕๕๓