อังคาร กัลยาณพงศ์

อังคาร กัลยาณพงศ์

อังคาร กัลยาณพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๙ บ้านหลังวัดจันทาราม ตำบล ท่าวัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช บิดาเป็นช่างทอง เดิมชื่อสมประสงค์แล้วย่าขอให้เปลี่ยนเป็นชื่อบุญส่ง เริ่มเรียนชั้นประถมปีที่ ๑-๓ ที่โรงเรียนวัดจันทาราม แต่ไปเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๔ ที่โรงเรียนวัดใหญ่ เข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๑ ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ เข้าเรียนโรงเรียนเพาะช่าง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ และเรียนคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่เมื่อเรียนได้สองปีก็ต้องออกจาก มหาวิทยาลัยก่อนเรียนจบ ช่วงนี้จึงออกมาช่วยงานและศึกษาเรียนรู้กับอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ทำงาน ค้นคว้าสืบเสาะศิลปกรรมโบราณเป็นเวลา ๑๐ ปี

ช่วงที่ทำงานกับอาจารย์เฟื้อ ได้มีเวลาศึกษาค้นคว้าแสวงหาคุณค่าในการทำงานศิลปะอย่างอิสระ ตามความเชื่อมั่นของตนเอง ทั้งทางด้านจิตรกรรมและกวีนิพนธ์ จนสามารถสั่งสมประสบการณ์ พัฒนา ฝีมือขึ้นเป็นลำดับ ได้แสดงผลงานตีพิมพ์ลงในหนังสือวารสารที่สำคัญหลายฉบับ ทั้งงานกวีนิพนธ์ และ ผลงานทางด้านจิตรกรรม ผลงานชิ้นแรกได้รับการตีพิมพ์ใน “วารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์” ฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๐๖ ต่อมาได้รวบรวมบทกวีที่กระจัดกระจายในหนังสืออนุสรณ์อื่น มาตีพิมพ์เป็นเล่ม เผยแพร่ต่อสาธารณชนครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ แม้ในครั้งนั้นจะมีปฏิกิริยามาจากนักกลอนและผู้อ่าน ที่ไม่เห็นด้วยกับการเขียนบทกวีแหวกแนวฉันทลักษณ์ของอังคาร แต่ ส.ศิวลักษณ์ ผู้ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ให้ เหตุผลไว้ในคำนำว่า

“ที่ข้าพเจ้าเห็นว่าอังคารเป็นกวีผิดไปจากคนอื่น ๆ ในสมัยนี้เป็นข้อฉกรรจ์ก็ตรงที่ เขาเป็นตัวของตัวเอง กล้าแสดงอารมณ์และความคิดเห็นออกมาอย่างตรงไปตรงมา อย่างแปลกประหลาด ไม่ซ้ำแบบใคร ทำให้ผู้อ่านต้องรู้สึกหวั่นไหวไปตามไม่มากก็น้อย แม้ในทางฉันทลักษณ์ก็มิได้เดินตาม แบบท่านแต่ก่อน กลอนของเขาละสัมผัสในแบบสุนทรภู่ กาพย์ของเขามิได้เลียนลีลาของเจ้าฟ้ากุ้ง โคลง ของเขาก็ไม่ได้ตกเป็นทาสของศรีปราชญ์หรือนรินทร์อิน แต่แล้วข้อเขียนของเขาก็มิได้ทิ้งแบบแผนโบราณ หากส่อให้เห็นว่าเขาทั้งเข้าใจและเคารพนับถือกวีแต่ก่อน เป็นแต่เขาเขียนในสมัยของเขาเอง การแสดงออก จึงไม่ได้เป็นไปตามแบบโบราณ แต่ก็แต่งได้ถึงฝีมือท่านนั้น ๆ โคลงกระทู้ของเขาก็ดี กาพย์ห่อโคลงชุดอยุธยา ก็ดีล้วนยืนยันคำกล่าวข้างต้นทั้งสิ้น”

ผลงานกวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์มีจำนวนมาก ที่รวบรวมเป็นเล่มได้แก่ กวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์, ลำนำภูกระดึง, บางบทจากสวนแก้ว, บางกอกแก้วกำศรวล (นิราศนครศรีธรรมราช), ปณิธานกวี, หยาดน้ำค้างคือน้ำตาของเวลา, และกวีศรีอยุธยา

จากความมุ่งมั่นและแน่วแน่ที่ผลิตร้อยกรองแสดงทัศนะอารมณ์ และสุนทรียภาพ ผ่านตัวอักษร ด้วยความเฉียบคม แยบคาย และห้าวหาญ ทำให้ผลงานของท่านได้รับการยอมรับมากขึ้นเป็นลำดับ จุดเด่นที่รับรู้กันอย่างกว้างไกลในหมู่นักนิยมวรรณศิลป์ ก็คือการใช้คำอย่าง “ปราชญ์” และการเป็น “นาย” ของภาษา อังคารใช้คำเก่าแก่ที่ปรากฏในวรรณคดีโบราณ เช่น มหาชาติคำหลวง กำสรวลศรีปราชญ์ และกวีนิพนธ์พระยาตรังได้อย่างราบรื่น ใช้โวหารโบราณในวรรณกรรมท้องถิ่นนครศรีธรรมราชได้อย่าง เหมาะเจาะ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องความพิเศษที่ปราชญ์ทางภาษาเท่านั้นจะทำได้

ผลงานเหล่านี้ทำให้อังคาร กัลยาณพงศ์ได้รับรางวัลเกียรติยศจากหลายสำนักหลายสถาบัน เช่น รางวัลซีไรต์ (SEA WRITES) อันเป็นรางวัลสร้างสรรค์วรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (พ.ศ. ๒๕๒๙) รางวัล World Academe of Arts and Culture จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (พ.ศ. ๒๕๓๑) รางวัล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) (พ.ศ. ๒๕๓๒) รางวัลคนดีศรีธรรมราช (พ.ศ. ๒๕๓๓) และ ปริญญากิตติมศักดิ์จากหลายมหาวิทยาลัย เช่น ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต (ปรัชญา) จากมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ (พ.ศ. ๒๕๔๒) ปริญญาศิลปดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยศิลปากร (พ.ศ. ๒๕๕๑) ปริญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช (พ.ศ. ๒๕๕๑) และ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (พ.ศ.๒๕๕๒)

อังคาร กัลยาณพงศ์ ถึงแก่กรรมด้วยโรคเบาหวาน ไต และหัวใจ เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕ สิริรวมอายุได้ ๘๖ ปี ได้รับพระราชทานเพลิงเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ณ วัดทองนพคุณ กรุงเทพฯ โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธาน ในพิธี

ที่มา : หนังสือประวัติศาสตร์อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช : เส้นทางพระบรมธาตุสู่มรดกโลก พ.ศ.๒๕๖๔