ยากลาย
ยากลาย เป็นชื่อเรียกยาสูบที่ปลูกในเขตท้องที่ตำบลกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช มีชื่อเสียงในด้านรสชาติที่มีความฉุนจัด (เมาจัด) และมีราคาค่อนข้างสูง การปลูกยาสูบที่ตำบลกลาย ทำกันมาแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยปี เพราะชาวบ้านที่มีอายุประมาณ ๖๐-๗๐ ปี ในขณะนี้ เล่าว่า ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ของเขาปลูกยากลายกันอยู่แล้ว ปัจจุบันยากลายยังได้รับการขยายพันธุ์ไปปลูกในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ตำบลสระแก้ว ตำบลกะหรอ ตำบลท่าขึ้น อำเภอท่าศาลา และในบางท้องที่ของอำเภอสิชล อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช อีกทั้งยังเล่าว่า ได้มีผู้นำพันธุ์ไปปลูกในจังหวัดอื่น ๆ เช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดชุมพร เป็นต้น แต่เชื่อกันว่ายากลายที่นำไปปลูกในพื้นที่อื่นนั้น รสชาติด้านความฉุนจะลดน้อยถอยลงไป ไม่เป็นที่นิยมอย่างยากลายที่ปลูกในพื้นที่เดิม
ไม่มีหลักฐานที่ระบุแน่ชัดว่ายากลายพันธุ์ยาสูบมีที่มาจากไหน หรือใครเป็นผู้นำมาปลูกคนแรก การเรียกชื่อยากลายนั้น มีข้อสันนิษฐานกันหลายอย่าง บ้างก็ว่าเนื่องจากแต่เดิมนั้นการปลูกยากลายจะทำกันเฉพาะในเขตพื้นที่ราบบริเวณคลองกลาย ซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญ ๑ ใน ๕ สายของอำเภอท่าศาลา ที่ไหลจากเทือกเขาหลวงสู่อ่าวไทยที่ปากน้ำกลาย บ้างก็เล่าว่า ในสมัยก่อนยาสูบที่ส่งเป็นสินค้าไปขายจากนครศรีธรรมราชนั้น เป็นยาสูบที่ผลิตจากอำเภอกลาย (อำเภอท่าศาลาในอดีต) ล่องเรือไปจากปากน้ำกลาย อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงยาสูบจากนครศรีธรรมราชก็จะเป็นที่รู้จัก และเข้าใจว่าหมายถึงยากลายกันทั้งนั้น
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่พอจะสันนิษฐานได้ว่า การทำไร่ยากลายในเขตพื้นที่ดังกล่าวนั้นมีมายาวนาน เอกสารที่พูดถึงการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ การรวบรวมเมืองนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา เข้ามาอยู่ในมณฑลเดียวกัน เป็นมณฑลนครศรีธรรมราชในปี พ.ศ.๒๔๓๙ ได้ระบุถึงยาสูบว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งของนครศรีธรรมราช “การค้าทางเรือเจริญขึ้น ทำให้ท่าเรือต่างๆ คึกคักไปด้วยการค้า สินค้าส่วนใหญ่เป็นของพื้นเมืองที่มีการแปรรูป โดยกรรมวิธีต่าง ๆ เป็นต้นว่า รังนก กุ้งแห้ง ผ้าพื้น สุกร ดีบุก หนัง เขาสัตว์ เครื่องปั้นดินเผา และส้มตรังกานู จากสงขลา และข้าวเปลือก ข้าวสาร ไต้ ชัน ยาสูบ คราม ดีบุก และเรือมาด จากนครศรีธรรมราช และข้าวเปลือก ข้าวสาร จากพัทลุง การค้าทางเรือเจริญขึ้นจากการเปิดการค้าเสรี มีการนำเรือกลไฟมาใช้มากขึ้น มีการติดต่อกับสิงคโปร์ กรุงเทพฯ และตอนใต้ของจีนเป็นประจำ” และในพิธีกรรมทางศาสนา การจัดหมรับในประเพณีบุญสารทเดือนสิบของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ในสมัยโบราณ ดิเรก พรตตะเสน ได้กล่าวไว้ใน “วิชชา” วารสารของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๑๙ ระบุว่า นอกจากขนม ๕ อย่าง ซึ่งถือเป็นหัวใจของการจัดหมรับแล้ว สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่จะต้องใส่ไปในหมรับนั้นมี ข้าวสาร หอม กระเทียม พริก เกลือ กะปิ น้ำปลา หมาก พลู ยาเส้น ยาสามัญประจำบ้าน ธูปเทียน ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ยากลายมีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในชีวิตประจำวัน และมีความสำคัญในฐานะพืชเศรษฐกิจของชาวท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราชมายาวนาน
ยากลายในสมัยโบราณปลูกกันไม่มากนัก แต่จะปลูกกันเกือบทุกบ้าน ผลิตกันเพื่อบริโภคในครัวเรือน ชาวบ้านจะใช้ยากลายที่ผลิตเป็นรูปยาเส้นแล้วห่อด้วยใบจากสำหรับสูบ แทนที่จะซื้อยาสูบที่ผลิตจากโรงงานยาสูบ ทั้งใช้สูบเองและรับรองแขก ใบจากนั้นจะซื้อมาจากอำเภอปากพนัง และอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือไม่ก็จะแลกเปลี่ยนกันคือ ชาวบ้านอำเภอปากพนัง อำเภอหัวไทร เอาใบจากมาให้และเอายากลายกลับไปให้และนำใบจากกลับมา ในสมัยก่อนชาวบ้านจะมีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิด ชาวกลายเล่าว่า “พอถึงหน้าฝานยา (ฤดูฝานยา) ชาวนอก (ชาวอำเภอ ปากพนัง, อำเภอหัวไทร) จะขึ้นเหนือ (ตำบลกลาย) เอาใบจากมาแลกกับยากลาย” นอกจากเส้นยากลายจะใช้สูบในรูปสูบยาใบจากแล้ว ยากลายยังใช้เหนียด คือ เหน็บยาเส้นในขณะกินหมาก ชาวบ้านเรียกว่า “เหนียดยา” ซึ่งจะมีกระปุกยาเส้นทุกเชี่ยนหมาก มีความเชื่อว่าจะทำให้รสชาติของหมากกลมกล่อมขึ้นและป้องกันฟันผุ ชาวบ้านยังใช้เส้นยากลายเป็นรักษาโรคเฉพาะด้วย ประเภทยาเบื่อและยาฆ่าเชื้อโรค เขาจะใช้ยาเส้นผสมกับน้ำมันหล่อลื่นปิดปากแผลของสัตว์ เช่น วัว ควาย เป็นการป้องกันไม่ให้แมลงวันตอมกันแผลเป็นหนองได้ ทั้งยังเป็นการฆ่าเชื้อโรคและฆ่าหนอนที่เกิดขึ้น กล่าวกันว่าพวกหนอนต่าง ๆ หากกินยาเส้นหรือดูดน้ำที่แช่ยาเส้นลงไปด้วย มันจะเมารสฉุนของยาเส้นตายหรือแม้เพียงแต่ได้กลิ่นก็ตายได้ ชาวไร่ยากลายจึงนิยมนำเส้นยากลายที่จัดอยู่ในระดับยามาเผาไล่ยุงใช้แทนธูปกันยุงได้ด้วย นอกจากนี้ชาวไร่ยากลายยังใช้ก้านใบยากลายเป็นปุ๋ยสำหรับพืชด้วย คือ ชาวไร่จะเอาก้านใบไปกองสุมตามโคนมะพร้าว เชื่อว่าจะทำให้มะพร้าวมีผลดก
ยากลายเป็นพันธุ์ไม้ล้มลุก ให้ประโยชน์ปีเดียวก็ตาย มีลำต้นอ่อนเปราะ ภายในลำต้นกลวง ลำต้นโตขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๑⁄๒ - ๒ นิ้ว ไม่มีกิ่ง ใบกว้างประมาณ ๒๐-๓๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๓๐-๕๐ เซนติเมตร ใบแตกออกจากลำต้นตั้งแต่โคนจนถึงยอด ต้นยากลายมีความสูง ประมาณ ๑๐๐-๑๕๐ เซนติเมตร ใบหนามีขนเล็กน้อย ถ้าจับดูจะรู้สึกมีความเหนียวหนืด ผิดกับใบไม้อื่น ความสูงของต้นและความโตของใบจะขึ้นอยู่กับอาหารที่ได้รับด้วย แต่อย่างไรก็ตามชาวไร่ยากลายเล่าว่า ยากลายนั้นจะมีขนาดลำต้นความสูง และความโตของใบพร้อมทั้งความเหนียวหนืดที่เหนือกว่าที่มีผู้นำไปปลูกในแหล่งอื่น แม้แต่ที่ปลูกในเขตที่ใกล้เคียงจังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์ของดินในเขตตำบาลกลายก็เป็นได้
จากการพูดคุยกับชาวบ้าน ที่ได้รับการถ่ายทอดการทำไร่ยากลายมาหลายช่วงอายุคน ในเขตพื้นที่ตำบลกลายและตำบลสระแก้ว ได้ข้อสรุปว่าการทำไร่ยากลายนั้นมีคตินิยมและความเชื่อที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตการหาอยู่หากิน การทำไร่ปลูกพืชชนิดอื่น ๆ เช่น การปลูกข้าวไร่
การเตรียมพื้นที่ เดิมนั้นจะใช้ที่ที่เป็นป่ารกร้างว่างเปล่าที่ได้มาด้วยการจับจอง แต่ปัจจุบัน ชาวบ้านจะปลูกยากลายกันในพื้นที่สวนยางพื้นเมืองที่ได้รับการสงเคราะห์ให้ปลูกยางพันธุ์ดีแทนยางพันธุ์พื้นเมือง การเตรียมดินจะเริ่มประมาณช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม ชาวไร่จะถางป่า โดยฟันต้นไม้เล็ก ๆ ออกให้ทั่วก่อนแล้วจึงโค่นต้นไม้ใหญ่ ลงให้หมดแล้วปล่อยทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง กะประมาณไม้แห้งพอจะเผาติดไฟ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ราว ๆ ๒-๓ สัปดาห์ ก็ทำการจุดเผา เมื่อเสร็จการเผาแล้วชาวบ้านก็จะเริ่ม “ปรนไร่” คือ เก็บใบไม้และกิ่งไม้ที่ไม่ติดไฟมากองเผาอีกจนหมด แล้วใช้ “ไม้หมรูน” ลากหรือดันขี้เถ้าให้กระจายทั่วพื้นที่ ขั้นตอนการเก็บเศษไม้มาเผานี้เรียกว่า “ปรนไร่” หลังจากนั้นก็ขุดร่องเป็นแปลงปลูก
ในขั้นตอนนี้ สมัยโบราณจะมีความเชื่อที่ยึดถือปฏิบัติที่น่าสนใจในหลายประการ เช่น การดูวันที่จะเริ่มไปทำไร่ หมอชาวบ้านจะดูตำราห่วง หรือวันจมวันฟู ให้เริ่มทำงาน ในการที่ไปหาหมอไปดูวันนี้จะต้องนำหมาก ๑ คำ ส่งให้หมอแล้วบอกความประสงค์ให้หมอทราบ หมากคำนี้เป็นเครื่องบูชาครูของหมอ หลังจากที่ตั้งครูแล้วหมอก็กิน เมื่อได้วัน เวลา จากคำบอกเล่าของหมอแล้วรอวันเวลาที่จะไปประกอบพิธีเริ่มทำไร่
เมื่อถึงวันที่กำหนดการไว้ ก็เตรียมหมาก ๑ คำ พลู ๑ ใบ ธูป ๑ ดอก เทียน ๑ เล่ม นำไปยังสถานที่ที่จะทำไร่ในปีนั้น เมื่อไปถึงก็เลือกเอาสถานที่เหมาะ ๆ สำหรับทำพิธีขอที่จากเจ้าที่ ส่วนใหญ่จะเลือกพื้นที่บริเวณริมทางที่คนเดินไปมาเห็นได้ชัดเจน วางหมากพลูจุดธูปจุดเทียน นั่งประนมมือแล้วกล่าวขึ้นมีใจความว่า “เดชะ นางธรณี กรุงพาลี เจ้าที่ เจ้าทาง เจ้าดง นายดำ เจ้าดิน นายอิน เจ้าป่า เจ้าห้วย เจ้าหนอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสถานที่นี้ รู้จักทำมาหากินเพื่อที่จะได้อยู่ทำบุญ ให้ทานท่านเป็นผู้รักษา เราต้องการที่ที่นี้ทำไร่ชั่วคราว ขอให้ท่านรับเอาเครื่องบวงสรวงเล็กน้อยที่จัดมาในวันนี้ เมื่อรับเอาเครื่องบวงสรวงแล้วเราจะขอที่ทำมาหากินในที่นี้ท่านจะว่าอย่างไร” เมื่อเสร็จแล้วก็จัดการเริ่มแผ้วถางพอเป็นพิธี ใน ๑๐-๒๐ ตารางเมตร ในที่ที่ถางเตียนไว้นี้ ให้ใช้ไม้ปักพาดเป็นราวแล้วใช้ไม้ตะขอเกี่ยวไว้ที่ราว ให้คนมองเห็นได้ชัดเมื่อเดินทางผ่านเป็นเสร็จพิธี นอกจากนี้ยังมีความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติ เช่น ก่อนที่จะรับประทานข้าวห่อ ทุก ๆ ครั้ง ที่นำไปทำไร่ จะต้องแบ่งอาหารที่ติดตัวไปรับประทานนั้น บวงสรวงเจ้าที่เจ้าป่าก่อน เสมอ และมีประเพณีที่ถือสืบต่อกันมา คือ ในวันธรรมสวนะ จะต้องหยุดถางป่า ทำไร่ หรือห้ามทำการเผาไร่เป็นอันขาด
เรื่องการเผาไร่นั้น ชาวบ้านเล่าว่ามักจะเผากันในเดือนสี่ ข้างแรม หรือไม่ก็สังเกตดาวว่าวตอนหัวค่ำ หากดาวว่าวเริ่มคล้อยบ่ายเอียงไปเล็กน้อยก็จะต้องจัดการเผาไร่ที่ตากพาไว้ (ตากพา คือ การหยุดทำไร่ชั่วระยะหนึ่ง เพื่อรอโอกาสให้กิ่งไม้และใบแห้งผุลง หลังจากที่ทำการโค่นป่าแล้ว สับฟันกิ่งไม้ที่ทำการโค่นลงแล้วให้ยุบแน่น เหมาะที่ไฟจะติดได้ การสับฟันกิ่งไม้นี้เรียกว่า “ตรำพา”) ก่อนที่จะทำการจุดเผาไร่ที่ตากพาไว้ ชาวไร่จะใช้เวลาก่อน ๓ วัน เดินตะโกนรอบไร่ ความว่า “ผึ้งก่า (กิ้งก่า) จิ้งจก คางคก จิ้งเหลน มด แมลง งู เงี้ยว เขี้ยว ตะเข็บ สัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ ที่อยู่ในป่าแห่งนี้ขอให้รีบออกเสีย เราจะทำการเผาป่าใน ๓ วันที่จะถึงนี้” เมื่อทำการเดินตะโกน ไปรอบ ๆ ไร่แล้ว ก็เว้นระยะเวลาไว้ตามที่เดินตะโกนไป เป็นการแสดงออกถึงความเกรงกลัวต่อบาปที่จะเกิดขึ้น ในระยะเวลา ๓ วันนี้ ชาวไร่จะกวาดใบไม้ทางทิศใต้ลมให้เตียนเป็นทางเดินเรียกว่า “ร่องไฟ” เพื่อจะได้ช่วยไม่ให้ไฟติดลุกลามออกนอกขอบเขตที่ต้องการ เป็นการป้องกันไฟไหม้ป่า เมื่อกำหนดวันเผาป่า และเตรียมพร้อมที่จะทำการเผา ก็มักจะวานเพื่อนบ้านมาคอยช่วยเหลือกัน เผื่อว่าจะได้ช่วยกันยับยั้งไฟเมื่อออกนอกทิศทาง การเผาจะเลือกเวลาหลังเที่ยงวันเล็กน้อยซึ่งชาวบ้านเรียกเวลานี้ว่า “เงาลอดขอน” การจุดไฟครั้งแรกจะต้องเริ่มจุดเป็นระยะ ๆ โดยใช้คบเพลิงเดินจุดทางทิศใต้ของลม ทั้งนี้เพื่อที่จะให้ไฟลุกลามไปช้า ๆ มีวิธีสังเกตว่าการเผาไหม้ดีมากน้อยเพียงไรโดยดูที่สีของควันไฟ หากควันไฟมีสีขาวการเผาไหม้จะไม่ดี หากควันไฟสีดำหรือ ค่อนข้างจะดำแสดงว่าการเผาไหม้ดี หลังจากที่ทำการเผาไร่แล้วจะทิ้งระยะไว้รอให้ฝนเริ่มตก
การเตรียมพันธุ์ พันธุ์ยากลาย ที่ใช้ปลูกกันในทุก ๆ ปีนั้น ชาวบ้านเก็บเมล็ดพันธุ์ยาไว้จากการปลูกในปีก่อน สำหรับปลูกในปีถัดไปจะไม่มีการไปเอาพันธุ์จากท้องที่อื่น การเก็บเมล็ดพันธุ์ยา เมื่อฝักแก่เต็มที่แล้วก็จะตัดมาทั้งลำต้นมาผึ่งไว้ให้แห้ง เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ปลูก เริ่มด้วยการเอาเมล็ดพันธุ์ยาที่เตรียมไว้ห่อผ้า แช่น้ำ ๑-๒ คืน แล้วนำไปเพาะในกระบะดินหรือดินปนทรายที่เตรียมไว้ คอยรดน้ำให้ดินเปียกชุ่มอยู่เสมอประมาณ ๑ เดือน ก็จะได้ต้นกล้ายาสูบมีใบราว ๒-๔ ใบ จึงย้ายต้นกล้าไปแยกเพาะชำไว้อีก การย้ายต้นกล้าไปปลูกอาจปลูกชำในกะเปาะเล็ก ๆ หรือปลูกในร่องฉุน ถ้าปลูกในร่องฉุนจะปลูกห่างประมาณ ๕-๖ นิ้วต่อต้น ระยะแรก ๆ จะต้องรดน้ำทุกวันและทำหลังคาบังแดดให้ด้วย ซึ่งจะใช้ทางมะพร้าวกันเป็นส่วนใหญ่ หรืออาจจะมีใบไม้อื่นบ้าง เช่น ระกำ เมื่อต้นกล้าแข็งแรงดีแล้วก็เอาหลังคาออก ต้นกล้านี้เมื่อมีใบราว ๔-๕ ใบ หรือมีความสูงประมาณ ๖-๘๔ นิ้ว ก็นำไปปลูกได้
การปลูก ฤดูของการปลูกยากลายนั้น ชาวบ้านจะเริ่มลงมือปลูกในเดือนพฤษภาคม หรือ ที่เรียกกันว่าเดือนหก เพราะช่วงนี้จะมีฝนตกอันเนื่องมาจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเรียกกันว่า “ฝนพลัด” การปลูกระยะห่างระหว่างต้นประมาณ ๗๐ - ๗๕ เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ ๑ เมตร ส่วนขนาดของหลุม กว้างยาวประมาณด้านละ ๒๐ เซนติเมตร ลึกประมาณ ๑๕ เซนติเมตร ก่อนขุดหลุมจะมีการขึงเชือกกะระยะให้เรียบร้อย เมื่อปลูกแล้วก็จะดูเป็นแถว เป็นแนวสวยงามและง่ายแก่การบำรุงรักษาและการเก็บผลผลิต ก่อนปลูกจะมีการใส่ปุ๋ยรอง ก้นหลุม เดิมนิยมใช้มูลค้างคาว แต่ปัจจุบันใช้ปุ๋ยเคมีประมาณหลุมละ ๑ ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้ากับดินให้ทั่วแล้วปลูกต้นยาลงไป ต้องพยายามให้ลำต้นตั้งตรง เสร็จแล้วถมดินให้แน่นเด็ดใบล่างทิ้งประมาณ ๑-๒ ใบ มักจะปลูกเวลาเย็น เชื่อกันว่าต้นยาจะตั้งตัวได้เร็ว (แข็งแรงเร็ว) หากไม่มีฝน หลังจากปลูกแล้วต้องทำเพิ่งกำบังแดดให้ และรดน้ำอยู่ ๗-๒๐ วัน เมื่อต้นยาแข็งแรงดีแล้วก็เอาที่กำบังแดดออก
การบำรุงรักษา หลังจากปลูกเสร็จแล้วก็ต้องหมั่นกำจัดวัชพืชเพื่อไม่ให้แย่งอาหารต้นยาสูบ และคอยกำจัดตัวหนอนซึ่งจะกัดกินใบและยอด เมื่อต้นยาสูบมีความสูงประมาณ ๑ ศอก หรือชาวบ้านจะกะประมาณจากจำนวนใบ คือ มีประมาณ ๗-๘ ใบ เป็นระยะที่ต้นกำลังเจริญเติบโตก็ต้องใส่ปุ๋ยอีกครั้งหนึ่ง โดยการโรยปุ๋ยรอบโคนต้นและถากดินโดยรอบมากลบโคนต้นยาไว้ให้สูง ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “พูนยา” วิธีการนี้เป็นทั้งการปิดปุ๋ยไม่ให้น้ำชะไปที่อื่น และ เป็นการป้องกันไม่ให้ต้นยาล้มได้ง่ายเมื่อถูกลมพัด เมื่อต้นยามีใบประมาณ ๑๘ - ๒๐ ใบ ชาวบ้านก็จะเด็ดยอดทิ้งเสียเพื่อลดความเจริญเติบโตทางด้านความสูง แต่ให้มาเจริญที่ใบ ใบจะได้รับอาหารมากขึ้น โตและหนาขึ้น ในช่วงนี้ต้องคอยหมั่นหักแหนะ (แขนง) ของต้นยาสูบที่งอกจากลำต้นที่โคนใบให้หมด เพื่อมิให้แย่งอาหารจากส่วนอื่น ๆ เมื่อเห็นว่าใบยาสูบมีสีเขียวแก่และปลายใบสุด มีสีดำก็แสดงว่าใบยาสูบเริ่มแก่เตรียมเก็บได้แล้ว รวมเวลาทั้งหมดในการทำไร่ยาสูบนี้ประมาณ ๖ เดือน
๑. ขื่อฝานยา หรือที่ชาวบ้านเรียกกันสั้น ๆ ว่า “ขื่อ” ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ส่วนมากใช้ไม้ขี้เหล็ก กว้างประมาณ ๕ นิ้ว ยาวประมาณ ๒๐ นิ้ว หนาประมาณ ๑.๕ นิ้ว ตกแต่งผิวหน้าให้เรียบตรงและได้ฉาก เจาะรูกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕-๖ นิ้ว ตรงกึ่งกลางค่อนลงมาทางด้านล่าง แล้วมีไม้ที่ขุดเป็นรางคล้ายเรือ แต่ปลายข้างหนึ่งตัดตรงสอดรับให้เข้ากับรูที่เจาะนั้นให้รูตรงกับรางพอดี รางนี้เป็นที่รองรับใบยาเวลาฝาน ทั้งหมดนี้จะวางบนฐานขื่อ (แผ่นไม้รองรับ) อีกทีหนึ่ง
๒. ม้ารองนั่ง ทำด้วยไม้กระดานยาวพอสมควร มีขารับด้านเดียว อีกด้านหนึ่งวางพาดกับฐานของขื่อฝานยา ใช้สำหรับรองนั่งเวลาฝาน
๓. มีด มีดสำหรับฝานยาแตกต่างจากมีดอื่น ๆ คือ มีขนาดโตและหนักกว่ามาก โดยทั่วไป มีดนี้ทำด้วยเหล็กกล้าอย่างดี ตัวมีดมีขนาดกว้าง ๕-๖ นิ้ว ยาวประมาณ ๙-๑๐ นิ้ว ด้ามทำด้วยไม้ เวลาฝานยาต้องลับให้คมที่สุดถึงขนาดสามารถโกนหนวดได้ ในสมัยก่อนจะสั่งทำกันเองโดยช่างตีเหล็กในละแวกนั้น ปัจจุบันมีขายตามท้องตลาดในราคาเล่มละ ๒๐๐-๒๕๐ บาท
๔. หินลับมีด จะมีหินลับมีดสำหรับมีดฝานยาโดยเฉพาะ ชาวไร่ยากลายสมัยก่อนใช้หินโคกเตา (เป็นหินที่นำมาจากหินคลองกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแนวสันหินที่ผุดอยู่ในคลอง ต้องใช้เหล็กสกัดออกมาเป็นแท่ง ๆ มีความคมและหยาบ ลับมีดได้คมมาก) ปัจจุบันชาวไร่ส่วนมากนิยมซื้อหินลับมีดที่ผลิตสำเร็จรูปจากท้องตลาด
๕. แผงยา เป็นเครื่องจักสานทำด้วยไม้ไผ่ ตอกหนา ๆ โตไม่เกิน ๑ เซนติเมตร สานเป็น ลายสองตา (ช่อง) ห่างไม่เกิน ๑ เซนติเมตรเช่นกัน ตัวแผงกว้างประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑๓๕ เซนติเมตร ตรงกึ่งกลางของความยาวจะขัดตอกคู่ชิดไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายของการแบ่งครึ่งตามยาวแผง เพื่อสะดวกในการตากยา เข้าขอบด้วยไม้ไผ่ผูกด้วยหวายที่เหลาเรียบร้อย ใช้สำหรับตากยาเส้นที่ฝานแล้ว
๖. เสื่อ ใช้สำหรับรองยาเส้นที่ฝานแล้ว นิยมใช้เสื่อกระจูด เสื่อใบเตย
๗. ราวตากยา ใช้ไม้ไผ่ ๒ อัน วางบนเสาแถวคู่ ระยะห่างกันประมาณ ๕๐ เซนติเมตร หรือน้อยกว่า กะประมาณให้วางแผงยาได้ ความยาวนั้นขึ้นอยู่กับความยาวของไม้ไผ่และปริมาณแผงยาที่จะตากแต่ละวัน
การผลิตยาเส้น ยากลายเป็นยาเส้นที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันดีในแง่คุณภาพของเส้นยา กล่าวกันว่าเส้นจะเล็กนิ่ม ไม่หยาบแข็ง สีคล้ำ มีน้ำมันดิน ไม่แห้งหยาบกระด้าง และที่ขึ้นชื่อลือชามากที่สุด ก็ในด้านรสชาติ เป็นยาเส้นที่มีรสฉุนมีความเมาจัด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชาวไร่ภูมิใจมาก ชาวไร่ยากลายเล่าว่า นอกจากคุณภาพของดินและลักษณะอากาศที่เหมาะกับยาสูบชนิดนี้แล้ว เขาเชื่อว่าเทคนิคและวิธีการต่าง ๆ ของระยะเวลาการเก็บการบ่มใบยา การหั่นตลอดจนการเก็บรักษายาเส้น เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ยากลายมีคุณลักษณะเหล่านั้น กลวิธีผลิตยากลายเริ่มตั้งแต่ การเก็บใบยาสูบ เมื่อชาวไร่รู้ว่าถึงเวลาจะเก็บได้แล้ว เขาจะแบ่งใบยาออกเป็น ๓ พวก คือ ตีนยา ได้แก่ ใบยาสูบที่อยู่ส่วนล่างของลำต้น คือ ส่วนโคนต้นนับจากพื้นมา ๕-๖ ใบ ตีนยาจะมีคุณภาพต่ำ ไม่ฉุนจัดเหมือนใบส่วนอื่น ๆ กลางยา ได้แก่ ใบยาสูบที่ถัดจากตีนยาขึ้นมานับตั้งแต่ใบที่ ๗ ถึง ใบที่ ๑๑ หรือ ๑๒ กลางยามีจำนวนรวม ๕-๖ ใบ กลางยามีคุณภาพดีกว่าและราคาสูงกว่าตีนยา ยอดยา คือ ส่วนที่เหลือทั้งหมดมีประมาณ ๘-๑๐ ใบ จัดเป็นใบยาประเภทที่ดีที่สุด รสฉุนจัดที่สุด และราคาแพงมากที่สุด เรียกกันว่า “ยายอด” ปัจจุบันชาวไร่ยาสูบทั่วไปมักแบ่งยาออกเพียง ๒ พวก คือ ตีนยากับยอดยาเท่านั้น ส่วนกลางยาจะรวมกับส่วนยอด เพราะจะได้ปริมาณมาก แต่ชาวไร่ยากลายส่วนใหญ่ยังคงแบ่งตามแบบเดิม เพราะกลัวว่าจะทำให้คุณภาพยาเส้นต่ำลงได้ การเก็บใบยาสูบนั้นจะเริ่มเก็บใบยาจากตีนยาก่อน แล้วนำมาบ่มไว้โดยวางใบยาพาดทับซ้อนกัน โดยให้ส่วนของปลายใบแต่ละใบยื่นโผล่ออกมา ๑ ใน ๕ ของความยาวใบ การเก็บใบยาวันหนึ่งก็บ่มไว้กองหนึ่ง ไม่ปะปนกัน ที่ที่ใช้บ่มใบยานั้นควรมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ชาวไร่ส่วนใหญ่ จะบ่มที่ “ขนำ” บ่มไว้ราว ๔-๕ คืน ก็พร้อมที่จะนำไปผ่านได้ ตอนนี้ใบยาจะมีลักษณะสีค่อนข้างเหลือง นำมาดึงเอาก้านใบออกที่ชาวบ้านเรียกว่า “รูดยา” วางเป็นกอง ๆ กองละประมาณ ๓๐๐ ใบ แล้วม้วนให้แน่นเป็นมัด ๆ แต่ต้องไม่โตกว่าช่องวงกลมของขื่อฝานยา แล้วมัดด้วยเชือกกล้วยหรือตอกคล้าไว้เป็นมัด ๆ ซึ่งนิยมทำกันในตอนเย็นหรือตอนกลางคืน รุ่งเข้าจึงลงมือฝาน งานผ่านยาเป็นงานที่ค่อนข้างยากและเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะบุคคล วิธีการฝานจะเอาม้วนใบยาวางในรางของชื่อฝานยา จับด้วยมือซ้าย ใช้มือขวาจับมีด (ในกรณีที่ถนัดมือขวา) มือซ้าย ดันม้วนใบยาออกมาเบา ๆ ทีละนิด จับมีดโดยให้คมมีดชิดกับหน้าขื่อ สันมีดผายออกเล็กน้อยแล้วยกมีดฝานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เส้นยาที่ได้จะมีเส้นละเอียดเล็กเท่ากันทุกเส้น ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความชำนาญของแต่ละคน และที่สำคัญมีดฝานยาจะต้องลับให้คมอยู่เสมอ ปกติแล้วงานฝานยาส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของผู้ชาย ผู้หญิงจะมีหน้าที่ตากยา คือ เอาเส้นยาที่ฝานได้แล้วมาวางเรียงบนแผงยาไปตามความยาวของแผง ไม่ให้ยาหนาหรือบางเกินไป เพราะหากหนาจะทำให้แห้งช้าแต่ถ้าบางนักจะทำให้ได้ยาพับเล็ก ยาเส้นแต่ละแผงจะแบ่งได้เป็น ๒ พับ ซึ่งเวลาตากยาก็จะต้องแบ่งเป็น ๒ ส่วนเท่า ๆ กัน เมื่อตากยาเส้นแล้วก็ต้องนำไปผึ่งแดด วันที่มีแสงแดดจ้าทั้งวันผึ่งแดดวันเดียวก็ใช้ได้ โดยจะต้องมีการ “แปร คือ พลิกเอาด้านล่างขึ้นบน ซึ่งจะทำกันในตอนเที่ยง แล้วตากน้ำค้างต่อไปอีก ๑ คืน การตากน้ำค้างนั้นก็เพื่อให้เส้นยาที่แห้งเกรียมอยู่นั้นอ่อนตัวลง สะดวกในการจับพับเป็นพับ ๆ เมื่อได้ยาเป็นพับ ๆ ดังกล่าวแล้ว การเก็บยาเส้นให้มีคุณภาพดีอยู่ได้นานนั้น ชาวไร่ยากลายเล่าว่าจะต้องเก็บไว้ในที่ที่มิดชิด ไม่ให้ถูกลมถูกน้ำ สมัยก่อนจะบรรจุไว้ในเข่ง ซึ่งต้องใช้ใบเร็ด (ใบพืชชนิดหนึ่ง) รองก้นเข่งให้หนาและบุให้รอบเข่ง แล้ววางพับยาซ้อนกันจนเต็ม ปิดปากเข่งให้แน่น การที่ยาเส้นถูกอากาศจะทำให้เส้นยาจืดเร็ว
ยากลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของชาวตำบลกลาย ตำบลสระแก้ว และเป็นสินค้าที่ทำรายได้ให้แก่อำเภอท่าศาลา ในสมัยก่อนที่มีการค้าขายทางเรือ ชาวไร่ยากลายเล่าว่า จะขายเป็นหาบ หาบละประมาณ ๒๐ - ๓๐ บาท และเมื่อถึงยุคที่มีถนนหนทางสะดวก จะมีพ่อค้าจากต่างจังหวัดมาซื้อยากลายต่อจากพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นคนในท้องถิ่นส่วนมากก็จะเป็นพ่อค้า จากจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส ซึ่งจะซื้อขายกันในราคาสูงพอสมควร ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ราคายากลายโดยเฉลี่ยกิโลกรัมละ ๑๐๐-๒๐๐ บาท ปี ๒๕๔๑ ราคาซื้อขายโดยเฉลี่ยกิโลกรัมละ ๑๒๕-๑๕๐ บาท เฉพาะยอดยาชาวไร่บางคนขายได้กิโลกรัมละ ๒๐๐ บาท และเล่าว่าในพื้นที่ ประมาณ ๘ ไร่ ทำกันในครัวเรือน ใช้แรงงาน ๓ คน มีรายได้รวมจากการขายยากลาย ๑๕๐,๐๐๐ บาท ยาเส้นกิโลกรัมหนึ่ง จะมีจำนวนระหว่าง ๗-๘ พับ คิดเฉลี่ยพับหนึ่งราคา ๑๒-๒๕ บาท นอกจากนี้ชาวไร่ยากลายยังได้รับประโยชน์อื่น ๆ หลังจากการทำไร่ยาสูบแล้ว เช่น การปลูกข้าวไร่ การปลูกผักสวนครัวต่าง ๆ แตงกวา บวบ พริกขี้หนู ข้าวโพด เป็นต้น จากสมัยก่อนที่ชาวไร่ปลูกยากลายในลักษณะไร่เลื่อนลอย จับจองที่ดินแล้วปลูกไปเรื่อย ๆ แต่ปัจจุบันจะปลูกพืชสวนต่อจากทำไร่ยากลาย เช่น สวนผลไม้ ทุเรียน เงาะ ลางสาด ลองกอง แต่ที่พบมากที่สุด คือ ปลูกยางพารา ดังนั้น พื้นที่ปลูกยากลายในปัจจุบันจึงลดน้อยลงทุกที ราคายากลายในบางช่วงยอดยามีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ ๓๐๐ บาท มีชาวบ้านบางรายที่ปรับพื้นที่นาเพื่อปลูกยากลาย แต่ยังไม่มีการทำเป็นล่ำเป็นสัน นอกจากนี้ยังมีพ่อค้าบางคนที่นำยากลายไปผสมกับน้ำตาลทราย หรือผสมกับยาเส้นจากท้องถิ่นอื่น เพื่อให้ได้ปริมาณมากขึ้น ซึ่งทำให้ยากลายที่เป็นที่นิยมได้รับความเชื่อถือในอดีตเสื่อมคุณภาพลง อย่างไรก็ตามเราก็ยังพอจะหาดูการทำไร่ยากลายได้ไม่ยาก และยากลายก็ยังมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตตำบลกลาย ตำบลสระแก้ว และตำบลใกล้เคียง ในจังหวัดนครศรีธรรมราช
ที่มา: หนังสือ 100 ปี ท่าศาลา : ย้อนอดีตสู่อนาคต<br>
อาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ