โบราณสถานวัดโมคลาน
โบราณสถานวัดโมคลาน ตั้งอยู่ในท้องที่หมู่ ๑๐ ตำบลโมคลาน อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช พิกัดทางภูมิศาสตร์ เส้นรุ้งที่ ๘ องศา ๓๔ ลิปดา ๔๐ ฟิลิปดาเหนือ และเส้นแวงที่ ๙๙ องศา ๕๕ ลิปดา ๕๙ ฟิลิปดาตะวันออก พิกัดกริดที่ ๔๗ PPK ๐๒๖๔๘๓ (แผนที่ทหารลำดับชุด L ๗๐๑๗ ระวาง ๔๙๒๓ II มาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ พิมพ์ครั้งที่ ๒-RTSD)
โบราณสถานแห่งนี้ค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ สภาพทั่วไปในขณะนั้นยังเป็นป่าทึบ ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๑๑ โครงการสำรวจทางโบราณคดีไทย- อังกฤษ น้ำโดยศาสตราจารย์ ลุฟส์ (H.H.E.Loofs) ได้เข้าสำรวจพบเสาหินเป็นจำนวนมาก ถูกนำมาปักไว้เป็นระยะห่างเท่า ๆ กันหลักหินแถวแรกกับแนวสุดท้ายวัดจากทิศเหนือสุดถึงใต้สุด อยู่ห่างกันประมาณ ๔๖ เมตร(บ้างก็ว่าในการค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ แนวหลักหินอยู่ห่างกันประมาณ ๔๐๐ เมตรโดยหลักหินแนวนอกสุดถูกทำลายลง จากการบุกรุกจับจองที่ดินทำกินของชาวบ้านบริเวณนี้ปัจจุบันถูกรื้อถอนหมดแล้ว) จากข้อสันนิษฐานครั้งนั้น ศาสตราจารย์ลุฟส์เชื่อว่า การปักหลักหินเป็นวัฒนธรรมหินใหม่ (Megalith Culture) หรือวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคโลหะที่มีมาก่อนที่อิทธิพลอารยธรรมอินเดียจะเผยแพร่เข้ามาในคาบสมุทรนี้ ในขณะเดียวกันศาสตราจารย์ลุฟส์กลับให้อายุหลักหินที่มีการแกะสลักลวดลาย ว่าคล้ายกับลวดลายที่ปรากฏในปราสาทเขมร และกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ -๑๘ โดยไม่อธิบายถึงความสัมพันธ์ของเสาหินที่เรียกว่าหินตั้ง (Alignment) ระหว่างเสาหินที่เป็นโกลนหยาบ ๆ กับเสาหินที่มีลวดลายว่ามีความสัมพันธ์กันหรือไม่อย่างไร เพียงแต่เสนอแนะแนวว่าแนวหินถูกสร้างขึ้น (ถูกนำมาปักไว้) ราวพุทธศตวรรษ ที่๑๘ ไม่ก่อนหน้านั้น และมีแนวโน้มว่านี้อาจจะเป็นกรณีของการฟื้นพูสมัยเสาหิน อย่างไรก็ดีจากการบอกเล่าของสมภารวัดโมคลาน ท่านอธิบายว่าแนวเสาหินนี้แสดงเขตพิธีกรรมของวัด(ritual border) (ลุฟส์ ๒๕๒๕ : ๒๓-๒๙)ร่องรอยหลักฐานอื่น ๆ ที่พบก่อนการขุดแต่งบูรณะโดยกรมศิลปากร มีสภาพเป็นเนินดินปนอิฐ ขนาดประมาณ๖๐x๙๐ เมตร ทางทิศตะวันออกของเนินโบราณสถานมีร่องรอยสระน้ำขนาดใหญ่ ๑ สระ ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทอดยาวขนานไปกับแนวโบราณสถาน ปัจจุบัน ตื้นเขินเกือบไม่เห็นร่องรอย
"ตั้งดินตั้งฟ้า ตั้งหญ้าเข็ดมอน โมคลานตั้งก่อน เมืองคอนตั้งหลัง"
นอกจากหลักฐานทางโบราณคดีแล้ว ยังมีกระทู้คำกลอนที่บอกเล่ากันมาปากต่อปากหลายชั่วอายุคนว่า "ตั้งดินตั้งฟ้า ตั้งหญ้าเข็ดมอน โมคลานตั้งก่อน เมืองคอนตั้งหลัง" เป็นการสะท้อนให้เห็นความเชื่อของคนท้องถิ่นว่า สถานที่แห่งนี้มีความเก่าแก่กว่าการตั้งเมืองนครศรีธรรมราช
โบราณสถานวัดโมคลานได้ถูกทิ้งร้างไปจนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ จึงได้มีพระภิกษุเข้ามาสร้างเป็นสำนักสงฆ์ ต่อมาจึงยกฐานะเป็นวัดดังทุกวันนี้
โบราณสถาน ภายหลังการขุดแต่งปรากฏหลักฐานอาคารสิ่งก่อสร้างดังต่อไปนี้
๑.๑ โบราณสถานหมายเลข ดตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกสุด เป็นอาคารก่ออิฐสอดิน อยู่ในผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ๗x๑๒ เมตร เหลือส่วนที่สูงที่สุดจากฐานประมาณ 0๘๐-๑.๐๐ เมตร อิฐที่ใช้เป็นวัสดุก่อสร้างมีสภาพชำรุด แตกหัก เป็นส่วนใหญ่ เหมือนกับเป็นการนำอิฐเก่าจากสถานที่อื่นซึ่งเคยใช้งานแล้วมาก่อสร้างเป็นอาคารใหม่ ขนาดอิฐมี ๓ ขนาด ได้แก่ ๑) ขนาด ๑๕x๓๐x๗.๕๐ เซนติเมตร ๒) ขนาด ๑๙x๓๒ x๑๐ เซนติเมตร และ ๓) ขนาด ๑๐x๒๐x๓ เซนติเมตร ลักษณะอาคารประกอบด้วย ฐานเขียงสูงราว ๓๐ เซนติเมตร มีบันไดทางขึ้น ด้านทิศตะวันออก ถัดจากบันไดเป็นช่องประตูเข้าสู่ภายในตัวอาคาร ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยแคบ ขนาดกว้างโดยเฉลี่ยของห้องโถงภายในตัวอาคารประมาณ ๒ เมตร ยาวประมาณ ๙ เมตร ผนังอาคารหนาประมาณ ๐.๗-๑.๕๐ เมตร ลักษณะของผนังคล้ายเจาะซุ้มอยู่ภายใน โดยหันหน้าซุ้มออกนอกตัวอาคาร ขนาดของซุ้มกว้างประมาณ ๑.๓๐ เมตร ลึกประมาณ ๐.๗๐ เมตร ที่ผนังด้านทิศเหนือมีร่องรอยซุ้ม ๓ ซุ้ม และผนังด้านทิศใต้มีร่องรอยซุ้ม ๒ ซุ้ม ได้พบหลักฐานสำคัญที่พื้นบริเวณฐานซุ้มด้านทิศใต้ มีแผ่นหินกรอบประตูทำจากหินปูนขนาดยาวประมาณ ๑.๘๐ เมตร จำนวน ๒ ชิ้น แผ่นหินกรอบประตูนี้เป็นชิ้นส่วนโครงสร้างสถาปัตยกรรมจำพวกเทวสถานในศาสนสถานพราหมณ์หรือฮินดู พบเป็นจำนวนมากในแหล่งโบราณสถานพื้นที่อำเภอสิชล เช่น โบราณสถานเขาคา เป็นต้น การพบแผ่นหินกรอบประตูพื้นอาคารส่วนที่จะก่อสร้างฐานซุ้มน่าจะหมายความว่า ผู้สร้างได้รื้อชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมเดิมออก แล้วนำกรอบประตูโบราณสถานซึ่งเป็นแผ่นหินเรียบขนาดใหญ่ นำมาถมอัดรองส่วนพื้นของชุ้มเพื่อความมั่นคงแข็งแรง และประหยัดอิฐโครงสร้างของศาสนสถานแห่งใหม่
โบราณสถานวัตถุที่พบบริเวณโบราณสถานหมายเลข ๑ ได้แก่ ชิ้นส่วนพระพุทธรูป ปูนปั้นเม็ดพระศก พระพุทธรูปปูนปั้นและกระเบื้องเชิงชายสามเหลี่ยม จึงสันนิษฐานว่าอาคารโบราณสถานหมายเลข ๑ น่าจะเป็นวิหารสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป โดยมีพระพุทธรูป ปูนปั้นประดิษฐานอยู่ในชุ้มที่ผนังอาคาร ภายในตัวอาคารคงมีพระพุทธรูปประธานประดิษฐานอยู่บนแท่นฐานก่ออิฐ ซึ่งยังปรากฏร่องรอยของแท่นฐานอยู่ภายในตัวอาคารไม่น่าใช้เป็นสถานที่ที่คนจำนวนมากสามารถเข้าไปประกอบพิธีกรรมได้ เนื่องจากมีพื้นที่ใช้สอยเล็กและแคบมาก ประมาณว่า พื้นที่ภายในตัวอาคารคงมีประมาณ ๑๘ ตารางเมตรเท่านั้น
๑.๒ โบราณสถานหมายเลข ๒ อยู่ถัดจากโบราณสถานหมายเลข ๑ มาทางทิศตะวันตกห่างกันประมาณ ๗ เชนติเมตร เป็นอาคารก่ออิฐสอดินอยู่ในผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด ๑๐x๑๐ เมตร ลักษณะอิฐที่ใช้ก่อสร้างเป็นวัสดุเก่าที่เคยใช้งานมาแล้ว น่าจะเป็นการรื้อวัสดุก่อสร้างจากอาคารอื่นที่มีอายุเก่ากว่า นำมาสร้างเป็นศาสนสถานแห่งใหม่เช่นเดียวกับโบราณสถานหมายเลข ๑
โบราณสถานหมายเลข ๒ ภายหลังการขุดแต่ง ประกอบด้วยฐานเขียง ๒ ชั้น ชั้นแรกสูงประมาณ ๘๐ เซนติเมตร ชั้นที่สองสูงประมาณ ๕๐ เซนติเมตร มีการนำชิ้นส่วนหินปูนมารองรับหรือแทรกอยู่ในชั้นอิฐ ส่วนบนของฐานชั้นที่ ๒ มีร่องรอยการลักลอบขุดหาโบราณวัตถุอยู่ทั่วไป สันนิษฐานจากรูปแบบแผนผังเข้าใจว่าคงเป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่พบโบราณวัตถุ เช่น พระพิมพ์ดินเผา หรือภาชนะบรรจุอัฐซึ่งนิยมนำมาบรรจุใกล้ฐานเจดีย์ ร่องรอยที่พบใกล้กับฐานเจดีย์กลับเป็นแนวอิฐซึ่งน่าจะเป็นโบราณสถานเดิมที่ถูกรื้อทิ้ง เช่นแนวอิฐทางด้านทิศใต้และทิศตะวันตกซึ่งบางส่วนอยู่ใต้ฐานเจดีย์
๑.๓ โบราณสถานหมายเลข ๓ อยู่ถัดจากโบราณสถานหมายเลข ๒ มาทางทิศตะวันตกประมาณ ๑ เมตร สภาพหลังการขุดแต่ง เป็นอาคารก่ออิฐสอดินที่ถูกทำลายลงจนไม่ทราบ ลักษณะแผนผังอาคารที่ชัดเจน สภาพอาคารที่เหลืออยู่แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนด้านทิศใต้
คล้ายจะเป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก ขนาดประมาณ ๕.๕๐x๑๒.๐๐ เมตร ทางทิศตะวันออกมีร่องรอยบันไดทางขึ้นและอิฐก่อคล้ายช่องประตู กว้างประมาณ ๑.๐๐ เมตร พื้นที่ใช้สอยภายในค่อนข้างแคบ ความกว้างเฉลี่ยภายในตัวอาคารประมาณ ๒.๕๐ เมตร รวมพื้นที่ภายในอาคารประมาณ ๑๗.๕๐ ตารางเมตร ส่วนด้านทิศเหนือปรากฏแนวนังอาคาร ๓ ด้านลขนาดอาคารประมาณ ๑๒x๑๕ เมตร เนื่องจากโบราณสถานถูกทำลายมากจึงยากที่จะสันนิษฐาน รูปแบบเดิมได้ อย่างไรก็ดีสันนิษฐานว่าโบราณสถานหมายเลข ๓ อาจมีลักษณะคล้ายเทวาลัย ๓ หลัง หรือวิหาร ๓ หลังติดกัน โดยส่วนด้านทิศเหนือน่าจะเป็นอาคารคล้ายกับส่วนด้านทิศใต้มีขนาดใกล้เคียงกัน รวมแล้วจำนวน ๓ หลัง
โบราณสถานหมายเลข ๓ คงเป็นอาคารศาสนสถานเนื่องในศาสนาฮินดูรุ่นแรก ที่ก่อสร้างขึ้นในบริเวณนี้ ต่อมาได้ถูกรื้ออิฐโครงสร้างและชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมไปสร้างเป็น พุทธสถานในรุ่นหลัง
๑.๔ โบราณสถานหมายเลข ๔ เป็นอาคารก่ออิฐสอดินรูปสีเหลี่ยมจัตุรัส ขนาด ๖x๖ เมตร อยู่ถัดจากโบราณสถานหมายเลข ๓ ไปทางทิศเหนือห่างกันประมาณ ๑ เมตร คงเป็นเจดีย์รายฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส
๑.๕ กำแพงแก้ว แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ
- กำแพงแก้วด้านทิศเหนือ ขนาด ๔๐x๗๐ เมตร ก่อล้อมโบราณสถานหมายเลข๑๒,๓ และ๔ อยู่ข้างใน มีประตูทางเข้าเป็นขั้นบันไดด้านทิศเหนือ และทิศใต้ตรงข้ามกับโบราณสถานหมายเลข ๑ ภายในเป็นลานปูอิฐ ความหนา ด แผ่นอิฐด้านราบ
- กำแพงแก้วด้านทิศใต้ ขนาด๖๐x๘๒ เมตร ปัจจุบัน พื้นที่ภายในกำแพงแก้วเป็นอาคารโรงเรียนโมคลานประชาสรรค์ สนามเด็กเล่น บางส่วนของสนามฟุตบอล และพบฐานอาคารโบราณสถานก่ออิฐจำนวน ๒ หลัง เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด ๖๒๐x๘๕๐ เมตรและ ๙.๕x๑๑.๕๐ เมตร ตามลำดับสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นกุฏิ
กำแพงแก้วทั้ง ๒ ส่วนน่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับวิหารและเจดีย์ กำแพงแก้วด้านทิศเหนือคงเป็นส่วนพุทธวาส ส่วนกำแพงแก้วด้านทิศใต้คงเป็นส่วนสังฆาวาส
๒.๑ ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม ทำจากหินปูน หินทราย และหินแกรนิต พบกระจัดกระจายอยู่บนเนินดินก่อนการขุดแต่ง บางส่วนปักดินในลักษณะเสาหินและทับถมอยู่ภายในชั้นดินในบริเวณวัดเป็นจำนวนมากแยกประเภทได้ดังต่อไปนี้
- ธรณีประตู จำนวน ๒๐ ชิ้น
- กรอบประตู จำนวน ๙ ชิ้น
- ฐานเสา จำนวน ๗ ชิ้น
(ฐานเสาบางชิ้นอาจจะใช้งานในลักษณะเดียวกับฐานโยนิ)
• เสาหิน จำนวน ๑๓๙ ชิ้น (มีหลายขนาดทั้งที่สมบูรณ์และแตกหัก) มีลวดลายจำนวน ๔ ชิ้น สำหรับลวดลายบนเสาหิน มีส่วนคล้ายคลึงกับลวดลายประดับเทวาลัยไศวนิกาย ณ ภูวเนศวร ในอินเดียใต้ อายุราวพุทธศตวรรษที่๑๓ (ปรีชา นุ่นสุข ๒๕๒๕ : ๔)
๒.๒ ศิวลึงค์ ทำจากหินปูน พบจำนวน ๒ ชิ้น สภาพชำรุด ลักษณะเป็นคิวลึงค์แบบประเพณีนิยม ชิ้นที่ค่อนข้างสมบูรณ์สูงประมาณ๗๐ ชม. กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔
๒.๓ ฐานโยนิ ทำจากหินปูน พบจำนวน ๑ ชิ้น สภาพชำรุด
๒.๔ พระพุทธรูป พบขณะขุดแต่งปรับพื้นลานดินภายในกำแพงแก้วด้านทิศเหนือ จำนวน ๒ องค์ ได้แก่ พระพุทธรูปประทับยืน ปางประทานธรรม (ปางวิตรรกะ) ศิลปะผสมระหว่างอิทธิพลมอญ (ทวารวดี) และเขมร กำหนดอายุราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - กลางพุทธศตวรรษ ที่๑๙ อีกองค์เป็นพระพุทธรูปทรงเทริดปางมารวิชัย อิทธิพลศิลปะเขมรและท้องถิ่น อายุประมาณ พุทธศตวรรษที่๑๘ นอกจากพระพุทธรูปที่พบจากการขุดแต่ง ยังมีพระพุทธรูปที่สำคัญอีกองค์หนึ่ง ซึ่งมีหลักฐานว่าเดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดโมคลาน คือ พระพวย สำริด ปางประทานอภัย ศิลปะอยุธยาตอนปลาย ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วิหารโพธิ์ลังกา ด้านหน้าวิหารเขียน วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
๒.๕ ภาชนะดินเผาและเศษภาชนะดินเผา ภาชนะดินเผาที่พบเป็นภาชนะบรรจุอัฐิ พบมากบริเวณกำแพงแก้ว มีทั้งภาชนะดินเผาเนื้อดิน ประเภทหม้อดินเผา คนที่ดินเผา และภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งประเภทกระปุกเคลือบสีเขียวและสีน้ำตาล เศษภาชนะดินเผาเนื้อดินแบบท้องถิ่นเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซุ้ง เศษเครื่องถ้วยจากเตาสุโขทัย กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๒๓
โบราณสถานวัดโมคลานคงเป็นศาสนสถานฮินดูมาแต่เดิม โบราณสถานหมายเลข ๓ น่าจะเป็นซากเทวาลัยรุ่นแรกที่ยังหลงเหลือให้เห็นอยู่ แต่ก็ถูกทำลายลงจนเกือบหมดสภาพชากชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม ได้แก่ ธรณีประตู กรอบประตูฐานเสา และเสาหิน ซึ่งพบเป็นจำนวนมากแสดงว่า ศาสนสถานแห่งนี้ก่อนที่จะถูกดัดแปลงให้เป็นพุทธสถานคงเป็นกลุ่มเทวาลัยประกอบด้วยอาคารหลายหลัง แต่ได้ถูกร้อจนหมดเหลือให้เห็นแต่โบราณสถานหมายเลข ๓ เท่านั้นที่ยังคงสภาพมากที่สุด ทั้งนี้สังเกตจากแนวอิฐฐานอาคารที่ถูกสร้างช้อนทับกันอย่างไม่เป็นระเบียบ ศาสน-สถานเดิมคงก่อสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานศิวลึงค์ ซึ่งพบศิวลึงค์จำนวน๒ หลัก และคงมีมากกว่านี้เนื่องจากได้สอบถามชาวบ้านทราบว่า มีพระภิกษุเคลื่อนย้ายศิวลึงค์จำนวนหนึ่งออกไปจากวัดจนบัดนี้ไม่ทราบว่าอยู่ ณ ที่ใด ศาสนสถานเนื่องในลัทธิไศวนิกายรุ่นแรกคงมีอายุราวพุทธศตวรรษ ที่๑๒-๑๔ ต่ออมาศาสนฮินดูเสื่อมลง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พุทธศาสนามหายานเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในคาบสมุทรมลายู ชุมชนเดิมคงถูกทิ้งร้างไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งมีกลุ่มชนกลุ่มใหม่ที่นับถือพุทธศาสนาเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ในบริเวณที่เคยเป็นแหล่งเทวาลัยพราหมณ์เดิม จึงได้รื้อศาสนสถานของเดิมทิ้งเสีย และนำวัสดุก่อสร้างจำพวกอิฐ และหินที่ยังใช้ประโยชน์ได้ นำมา ก่อสร้างวิหาร เจดีย์ กำแพงแก้ว เป็นต้น ส่วนหลักหิน น่าจะเป็นการรื้อชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมเดิมนำมาปักไว้แสดงเขตสังฆกรรมหรือแสดงเขตวัด ทั้งนี้เพราะหลักหินบางหลัก คือ กรอบประตูโบราณสถานที่ถูกรื้อและนำมาปักดินไว้ร่วมกับเสาหิน มิใช่วัฒนธรรมหินใหญ่ (Megalith) อย่างที่นักวิชาการในอดีตเข้าใจกัน (ดูรายละเอียด ในปรีชา นุ่นสุข ๒๕๒๕:๔๒-๔๓ และปรีชา นุ่นสุข๒๕๒๙: ๓๓๑๖) อาคารโบราณสถานรุ่นที่ ๒ ซึ่งเป็นพุทธสถาน น่าจะเจริญอย่างสูงสุดเมื่อเข้าสู่สมัยอยุธยาแล้ว แผนผังโบราณสถานที่ประกอบด้วย กำแพงแก้ว ๒ ส่วน คือ ส่วนพุทธาวาสและสังฆาวาส น่าจะเป็นแผนผังของวัดในสมัยอยุธยา กำหนดอายุโบราณสถานรุ่นที่ ๒ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๓