ตำนานมโนราห์ (๑)

ศิลปะการแสดงพื้นบ้านและการละเล่น ซึ่งเป็นที่นิยมชื่นชอบสำหรับประชาชนในภาคใต้ ที่มีการถ่ายทอดสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ได้แก่ โนรา หนังตะลุง เพลงบอก ดีเกร์ฮูลู รองแงงตันหยง สิละ และเพลงเรือ เป็นต้น ศิลปะการแสดงพื้นบ้านและการละเล่นภาคใต้เหล่านี้ มีประวัติและความเป็นมาแตกต่างกัน โดยเฉพาะศิลปะการแสดงโนรา ซึ่งนับได้ว่าเป็นการแสดงพื้นบ้านที่นิยม เผยแพร่ไปทั่วภูมิภาคของภาคใต้ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และยังสามารถถ่ายทอดเผยแพร่ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยและต่างประเทศอีกด้วย

โนรา เป็นการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ประเภทหนึ่ง มีระเบียบแบบแผนในการแสดง มีการฝึกฝนและสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ลักษณะของการแสดงโนราประกอบด้วย การรำ การร้อง และการแสดงเป็นเรื่อง การรำเป็นกลวิธีอย่างหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญยิ่ง มีเอกลักษณ์เฉพาะของการแสดงโนรา (ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์. 2539 : 1)

โนราเป็นศิลปะการแสดงของภาคใต้ที่มีประวัติและพัฒนาการมาเป็นระยะเวลายาวนาน มีความเจริญรุ่งเรืองและมีการเปลี่ยนแปลงควบคู่กับชุมชน ปรากฏหลักฐานจากคำบอกเล่า ตำนานบทกาศครู หลักฐานเอกสารและข้อวินิจฉัยของผู้รู้ท้องถิ่น ต่างเห็นว่า โนราคงได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมของอินเดียทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม แล้วค่อยผสมผสานกับวัฒนธรรมในท้องถิ่น จนพัฒนารูปแบบเป็นเอกลักษณ์ของตนเองแล้วแพร่กระจายออกไปสู่ชุมชนอื่น ๆ รวมทั้งการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงมาจนถึงปัจจุบัน (พิทยา บุษรารัตน์และเบญจวรรณ บัวขวัญ. 2559 : 41)

สิ่งสำคัญที่จะทำให้ทราบประวัติความเป็นมานั้นควรศึกษาจากตำนานคำบอกเล่าที่ครูโนราได้กล่าวถึงในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีการบันทึกศึกษาต่อกันมา ดังนั้นเรื่องราวใด ๆก็ตามที่มีขึ้น เกิดขึ้นในอดีตอันยาวนานมาแล้ว ก็ย่อมจะหาความชัดเจนได้ยากเพราะในสมัยโบราณวิทยาการในการเขียน การบันทึก ยังไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนปัจจุบัน จะรู้จะทราบก็จากคำบอกเล่าจากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง ถ่ายทอดกันเป็นเช่นนี้เรื่อยมา เมื่อระยะเวลานานเข้า ๆ และจากปากคำบุคคลหลายๆบุคคล ก็ย่อมจะทำให้เนื้อความที่เป็นจริงผิดเพี้ยนกันไป ลักษณะการเช่นนี้เรียกว่า “ตำนาน” (วิเชียร ณ นคร. 2523 : 73) ดังต่อไปนี้

ตำนานโนราฉบับคำบอกเล่าของขุนอุปถัมภ์นรากร ซึ่งได้มีการบันทึกเป็นบทกลอนโดย รองศาสตราจารย์ภิญโญ จิตต์ธรรม ดังบทกลอนต่อไปนี้

ตำนานที่ 1
นางนวลทองสำลี
เป็นบุตรีท้าวพระยา
นรลักษณ์งามหนักหนา
จะแจ่มดังอัปสร
เทวาเข้าไปดลจิต
ให้เนรมิตเทพสิงหร
รูปร่างอย่างขี้หนอน (กินนร)
ร่อนรำง่าท่าต่างกัน
แม่ลายฟั่นเฟือน
ตระหนกล้วนแต่เครือวัลย์
บทบาทกล่าวพาดพัน
ยอมจำแท้แน่หนักหนา
จำได้สิบสองบท
ตามกำหนดในวิญญาณ์
เมื่อฟื้นตื่นขึ้นมา
แจ้งความเล่าเหล่ากำนัล
แจ้งตามเนื้อความฝัน
หน้าที่นั่งของท้าวไท
วันเมื่อจะเกิดเหตุ
ให้อาเพทกำม์จักไกล
ให้อยากดอกมาลัย
อุบลชาติผลพฤกษา
เทพบุตรจุติจากสวรรค์
เข้าทรงครรภ์นางฉายา
รู้ถึงพระบิดา
โกรธโกรธาเป็นฟุนไฟ
ลูกชั่วร้ายทำขายหน้า
ใส่แพมาแม่น้ำไหล
พร้อมสิ้นกำนัลใน
ลอยแพไปในธารัล
พระพายก็พัดกล้า
เลก็บ้าพ้นกำลัง
พัดเข้าเกาะกะชัง
นั่งเงื่องงงอยู่ในป่า
ร้อนเร้าไปถึงท้าว
โกสีย์เจ้าท่านลงมา
ชบเป็นบรรณศาลา
นางพระยาอยู่อาศัย
พร้อมสิ้นทั้งโฟกหมอน
แท่นที่นอนนางทรามวัย
ด้วยบุญพระหน่อไท
อยู่เป็นสุขเปรมปรีดิ์
เมื่อครรภาถ้วนทศมาส
ประสูติราชจากนาภี
อีกองค์เอี่ยมเทียมผู้ชาย
เล่นรำได้ด้วยมารดา
เล่นรำตามภาษา
ตามวิชาแม่สอนให้
เล่นรำพอจำได้
เจ้าเข้าไปเมืองอัยกา
เล่นรำตามภาษา
ท้าวพระยามาหลงใหล
จีนจามพราหมณ์ข้าหลวง
ไททั้งปวงอ่อนน้ำใจ
จีนจามพราหมณ์เทศไท
ย่อมหลงใหลในวิญญาณ์
ท้าวพระยาสายฟ้าฟาด
เห็นประหลาดใจหนักหนา
ดูนรลักษณ์และพักตรา
เหมือนลูกยานวลทองสำลี
แล้วหามาถามไถ่
เจ้าเล่าความไปถ้วนถี่
รู้ว่าบุตรแม่ทองสำลี
พาตัวไปในพระราชวัง
แล้วให้รำสนองบาท
ไทธิราชสมจิตหวัง
สมพระทัยหัตถยัง
ท้าวยลเนตรเห็นความดี
และประทานซึ่งเครื่องทรง
คล้ายขององค์พระราชา
แล้วจดคำจำนรรจา
ให้ชื่อ ขุนศรีศรัทธา
(เล่มเดิม. 2523 : 89-90)
ที่มา : E-book การแสดงโนราพื้นฐานสำหรับเยาวชน
ศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์  (อาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์)