ดนตรีหนังตะลุง

รศ.ประพนธ์ เรืองณรงค์

ดนตรีหนังตะลุงปักษ์ใต้ชุดดั้งเดิมนั้น จัดอยู่ในจำพวกปี่พาทย์ชาตรีเครื่องห้า คือ มีปี่นอก ๑ เลา โทนไม้ หรือชาวภาคใต้เรียกว่าทับ ๒ ใบ กลองชาตรี ๑ ใบ ฉิ่ง ๑ คู่ และฆ้องหรือโหม่ง ๑ ชุด

เครื่องดนตรีดังกล่าวช่วยทำให้หนังตะลุงมีชีวิตชีวา ไม่ว่าเริ่มต้นโหมโรง หรือตอนเชิดรูปและนาดแขนไปตามจังหวะ ยิ่งตอนแสดงออกซึ่งอารมณ์ต่าง ๆ ของตัวหนัง ดนตรีช่วยสอดสนองกับอารมณ์ผู้ชมได้เป็นอย่างดี

หนังจูลี่ ทองย้อย พูดถึงดนตรีหนังตะลุงในการสัมมนาหนังตะลุง ที่ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา หรือวิทยาลัยครูสงขลา ปี ๒๕๒๘ ไว้อย่างน่าฟังว่า “ลูกคู่หนังตะลุงควรพยายามศึกษาเรื่องดนตรีให้ดี เช่น ฉิ่งตีอย่างไร และกลองตีอย่างไร ตัวอย่างเช่น ฉิ่งต้องพยายามให้ลงจังหวะ วางจังหวะให้มันเลยว่า ฉับฉิ่ง ๒ จังหวะ คือ ‘ฉิ้ง-ฉิ่ง-ฉิ้ง-ฉับ’ และ ‘ฉิ้ง-ฉิ้ง-ฉิ่ง-ฉิ่ง-ฉิ้ง-ฉิ้ง’ กลองก็ตี ๑๒ ครั้ง คือ ตะ-ลุง-ตุง-ตุง และ ตะ-ลุง-ตะ-ลุง-ตุง-ตุง-ตุง-ตุง เป็น ๑๒ ครั้ง แล้วไปลงกับเสียงฉิ่งพอดี”

“ส่วนการนาดรูป หนังจะนาดไปตามเสียงปี่ เครื่องดนตรีทั้งหมดจะตามเสียงปี่ สมมุติว่านายหนังนาดรูปหน้าบทเพลงลาวแพนอันไพเราะ ต้องสั่งลูกคู่ว่า เวลาออกรูปหน้าบททับกับจอแล้ว ถ้ารูปยังไม่เยื้องตัว หรือรูปยังไม่ทันยกมือไหว้ทำความเคารพผู้ชม ดนตรีอย่าขึ้นเพลงปี่ ปี่จะเป่าเมื่อรูปเยื้องตัว แล้วเครื่องดนตรีจะคล้อยตามกันไปทั้งหมด ถ้าเราไม่รู้จังหวะโหม่ง ฉิ่ง กลอง ทับแล้ว การเชิดรูปหนังจะไม่สวยเท่าที่ควร”

รวมความแล้วปี่หนังนับว่าเป็นหัวใจของดนตรีหนังตะลุง ดนตรีอื่น ๆ จะต้องคอยฟังเสียงปี่อยู่เสมอ หนังกั้น ทองหล่อ อาจารย์หนังตะลุงปักษ์ใต้ซึ่งล่วงลับไปแล้ว ท่านเคยพูดถึงดนตรีหนังตะลุงว่า ดนตรีหนังตะลุงไม่จำเป็นต้องบรรเลงให้กึกก้องเสียงดังเกินขอบเขต เสียงดังพอสมควรช่วยให้น่าฟัง สร้างอารมณ์ให้จินตนาการได้เป็นอย่างดี แต่ปัจจุบันนายหนังตะลุงต้องการเอาใจตลาดหรือผู้ดูรุ่นใหม่ จึงนำเครื่องดนตรีสากลเข้ามาประกอบ เช่น มีกลองชุด ออร์แกนไฟฟ้า กีตาร์ ซอ หรือไวโอลิน จึงทำให้เสียงดนตรีไม่เป็นไปตามหนังกั้น ทองหล่อ ต้องการ แต่ก็ยังใช้ได้อยู่ที่หนังตะลุงไม่ได้ทิ้งเครื่องดนตรีดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง ดังโนราปัจจุบัน

หนังตะลุงของชาวไทยมุสลิม ซึ่งแสดง ณ บริเวณจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ชาวบ้านเรียกว่า วายัง บ้าง วายังเซียม (วายังสยาม) บ้าง และวายังกูลิต บ้าง วายัง หมายถึงการเล่นเงา กูลิต หมายถึงหนังสัตว์ ในที่นี้หมายถึงรูปหนังทำด้วยหนังสัตว์ นำมาเล่นเงาเพื่อความบันเทิง ดนตรีหนังตะลุงดังกล่าวนี้ไม่แตกต่างไปจากหนังตะลุงปักษ์ใต้ทั่วไป ต่างกันคือเขามีฆ้องคู่ขนาดใหญ่ ขอบฆ้องกว้างหนา ใช้แขวนห้อยลงมาจากหลังคาโรงหนัง ฆ้องดังกล่าวนี้ยังใช้เป็นดนตรีมหรสพของชาวไทยมุสลิมหลายอย่าง เช่น มะโย่ง และสิละ

ดนตรีหนังตะลุงไทยมุสลิม เรียกตามภาษามลายูท้องถิ่นดังนี้
๑.
ปี่ชวา เรียก ซูแน
๒.
กลอง ๒ หน้า เรียก ฆือดุ
๓.
กลองแขก เรียก ฆือแน
๔.
ทับ เรียก ฆือดอเมาะ
๕.
ฉิ่ง หรือฉาบเล็ก เรียก บูเวาะกรือจิง
๖.
โหม่ง เรียก บูเวาะตงเตง
๗.
ฆ้อง เรียก ฆง
๘.
ไม้เคาะจังหวะ เรียก ตือโปะ

นายหนังเดะแม สาแม นายหนังตะลุง จังหวัดยะลา สามารถเล่นได้ทั้งภาษามลายูท้องถิ่นและภาษาไทย ได้เล่าถึงขั้นตอนการบรรเลงดนตรีประกอบการเล่นตะลุงให้ฟังว่า

“ตอนหนังเริ่มโหมโรง จะเล่นดนตรีทุกอย่างพร้อมกัน ใช้จังหวะเร็ว เร้าใจ ส่วนใหญ่อาศัยเพลงมาเลเซีย เมื่อเล่นเป็นเรื่องออกรูปหนังแต่ละประเภท เช่น รูปฤาษี รูปยักษ์ รูปเทวดา รูปมนุษย์ ก็ต้องบรรเลงตามประเภทนั้น ๆ เช่น พระเอกออกก็ใช้เพลงศรีรามอหรือสรามอ (ศรีราม) ถ้ายักษ์ออกก็ใช้เพลงบอตอยาแล หรือจังหวะยักษ์เดิน

เดิมผู้เล่นดนตรีมีกลองสองหน้าใช้ ๒ คน โหม่ง ๑ คน ทับ ๒ คน ฆ้อง ๑ คน กลองแขก ๒ คน ฉิ่ง ๑ คน และปี่ ๑ คน เดี๋ยวนี้มีดนตรีสากลเข้ามา เลยเปลี่ยนเป็นโหม่ง ๑ คน กลอง ๒ หน้า เปลี่ยนกลองชาตรี ๑ คน ทับ ๒ คน ฆ้อง ๑ คน กลองแขกใช้กลองทอมบาร์แทน ฉิ่ง ๑ คน ปี่ใช้เบส ๑ คน กีตาร์ ๑ คน และออร์แกน ๑ คน เบ็ดเสร็จแล้วใช้นักดนตรีประมาณ ๑๐ คน”

“ผมยังใช้เครื่องดนตรีดั้งเดิมอยู่ครับ” หนังเดะแมวัย ๔๐ ปีเศษ พูดต่อ “แต่ใช้เล่นตอนออกรูปสำคัญก่อนที่จะเล่นเป็นเรื่อง เช่น ออกรูปฤาษี พระอิศวร หน้าบท และตอนตั้งเมือง หรือตอนเริ่มเรื่อง จากนั้นจะใช้ดนตรีสากลผสมผสานให้เกิดความครึกครื้น”

ตอนท้ายการสนทนา หนังเดะแมย้ำว่า “การให้จังหวะดนตรี ผมคิดว่าฉิ่งสำคัญมากครับ ถ้าพลาดทำให้อย่างอื่นรวนเรได้ ที่สำคัญถัดมาปี่และกลอง บทตื่นเต้นเช่นตอนสงครามก็ใช้ทับกับกลองเป็นสำคัญ บทโศกนั้นใช้กลองตีเบา ๆ ผสานด้วยเสียงปี่ฟังโหยหวนชวนร้องไห้”

ดนตรีหนังตะลุงปักษ์ใต้โดยทั่วไป และดนตรีวายังกูลิตหรือวายังเซียม ยังมีส่วนที่น่าศึกษาค้นคว้าอีกหลายแง่หลายมุม บทความนี้เพียงแค่รวบรวมนำมาเสนอให้เห็นว่าดนตรีหนังตะลุงมีลักษณะอย่างไรและมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง หวังว่าผู้สนใจเกี่ยวกับดนตรีหนังตะลุงคงช่วยกันศึกษาค้นคว้าให้กว้างขวางลุ่มลึกต่อไปอีก

ที่มา: บทความโดย รศ.ประพนธ์ เรืองณรงค์
หนังสือการประกวดดนตรีไทยชิงถ้วยพระราชทาน  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ ๔  ๒๕๕๔