ประเพณีการไหว้ครูดนตรีไทย

ชูเกียรติ วงฆ้อง

การไหว้ครูเป็นวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของคนไทย ซึ่งเป็นสิ่งแสดงถึงความกตัญญูกตเวทิตา ต่อผู้มีพระคุณ ที่ได้อบรมสั่งสอนวิชาความรู้ ดังนั้นถ้าจะกล่าวไปแล้ว พ่อแม่ คือครูคนแรกของเรา ที่ได้อบรม สั่งสอนเราตั้งแต่แรกเกิดได้รู้จัก กิน เดิน นอน พูด วิ่ง เป็นต้น สังคมไทยเรานับถือผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทิตา โดยเฉพาะพ่อกับแม่ ซึ่งเปรียบเทียบเหมือนพระอรหันต์และครูคนแรกของเรา ผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาชีพ หลายแขนงหลายสาขาวิชา ตั้งแต่เล็กมาถึงผู้ใหญ่ต้องประกอบพิธีไหว้ครูประจำปีทั้งนั้น เช่น ตามโรงเรียน และสถาบันการศึกษาทั่วไป อย่างน้อยต้องประกอบพิธีไหว้ครูประจำทุกปี ปีละ ๑ ครั้ง หรือมากกว่านั้น ในบรรดาพิธีไหว้ครูต่าง ๆ การไหว้ครูดนตรีไทยจะมีขั้นตอนหลายขั้นตอน พิธีไหว้ครูดนตรีไทยจะดูยิ่งใหญ่ แตกต่างกับพิธีไหว้ครูทั่วไป ซึ่งจะขอกล่าวดังต่อไปนี้

การไหว้ครูดนตรีไทยขั้นต้น

เมื่อผู้ที่มีความประสงค์จะเรียนดนตรีไทยกับครูคนใดคนหนึ่ง ครูผู้นั้นจะไม่ได้รับเป็นศิษย์ทันที จะต้อง พิจารณาก่อนว่าผู้นั้นมีความเหมาะสมที่จะเรียนดนตรีไทยหรือไม่ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้นั้นมีความ เหมาะสมที่จะเรียนดนตรีไทย ครูผู้นั้นจะรับไว้เป็นศิษย์ ต่อจากนั้นลูกศิษย์จะต้องนำดอกไม้ธูปเทียนมาเคารพ ครูผู้สอนดนตรีไทย ในวันพฤหัสบดีหรือวันอาทิตย์ซึ่งถือกันว่าเป็นวันไหว้ครู

เมื่อครูรับดอกไม้ธูปเทียนแล้ว ครูก็จะจุดธูปเทียนบูชาเทวดาอีกครั้งหนึ่ง แล้วอ่านคาถาให้กับผู้ที่ เป็นศิษย์กล่าวตาม เพื่อขอให้ครูเทวดาประสาทพรให้เกิดสติปัญญาเฉลียวฉลาดในวิชาที่เล่าเรียน เพราะตามคติ ทางดนตรีไทยนั้น ถือกันว่าพระวิษณุกรรมเป็นนายช่างผู้ประสิทธิ์ประสาทเครื่องดนตรีทั้งหลาย และยังมี ครูเทวดาผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องอีกหลายท่าน เช่น พระประคนธรรพ พระปัญจสิงขร เป็นต้น เมื่อคณะครูจะทำพิธีไหว้ครูขั้นแรกให้ศิษย์ที่นำมาฝากตัวนั้น ครูจะจุดธูปเทียน ตั้งนโม ๓ จบ แล้วกล่าวคาถาชุมนุมเทวดา ต่อจากนั้นก็จะกล่าวบทดอกไม้ธูปเทียน บทเชิญครูเทวดาผู้ใหญ่มาพร้อมกัน แล้วจึงกล่าวนำให้ศิษย์ว่าตาม เพื่อขอให้ครูเทวดาประสิทธิ์ประสาทพร ดังนี้

“นโม ข้าพเจ้าขอนมัสการ ข้าพเจ้าขอรับประทานซึ่งสติปัญญาให้เฉลียวฉลาด แม้ได้เห็น ได้ยิน ในเครื่องดีดสีตีเป่า ขับร้องฟ้อนรำ ขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญามั่นคง ทรงจำไว้ในสรรพดนตรีทุกอย่างให้มั่นคง ไม่หลงลืม ให้มีความคิดความรู้ ให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปเทอญ สิทธิกัมมัง ครูอาจาริยัง ประสิทธิ เม อายุ วรรณะ สุขะ พละ มหาสุโข มหาลาโภ มหาไชโย”

ต่อจากนั้น ครูจะจับมือศิษย์ให้บรรเลงเครื่องดนตรีตามที่ประสงค์จะเรียน เช่น ฆ้อง วงใหญ่ เป็นต้น โดยทั่วไปครูจะจับมือให้หัดหรือเรียน วันไหว้ครูนี้พอเป็นพิธีเท่านั้น ในวันต่อ ๆ มาจึงจะเริ่มเรียนหรือหัดให้ ทีละน้อยตามแต่สติปัญญาของศิษย์ จนกระทั่งเป็นนักดนตรีที่ดีไปในที่สุด คนที่ไม่ได้เริ่มเรียนหรือหัดดนตรี ด้วยการเคารพครูตามที่กล่าวมานี้ ย่อมถือว่าไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ได้รับการฝากตัวให้เป็นศิษย์ของครูเทวดา คงเป็นศิษย์ของครูมนุษย์ ซึ่งถือว่าทำหน้าที่สั่งสอนสานุศิษย์แทนครูเทวดาเท่านั้น

ดังที่กล่าวมานี้ เป็นพิธีไหว้ครูดนตรีขั้นต้นสำหรับผู้ที่จะหัดหรือเรียนดนตรี ขั้นต่อมาเมื่อหัดหรือ เรียนดนตรีจนสามารถออกงานได้แล้ว ผู้เรียนดนตรีนั้นจะได้รับขนานนามว่าเป็น “นักดนตรี” หรือที่ฝรั่ง เรียกว่า “Musician” เท่ากับได้รับตำแหน่งให้เป็น “ศิลปิน” อย่างแท้จริง ฝรั่งหลายคนไม่ยอมรับพวกที่ เล่นดนตรีประเภทไม่เข้าหลักเข้าเกณฑ์เป็น Musician เลยเป็นอันขาด อย่างมากเขาจะบอกพวกนั้นเป็น แต่เพียงคนทำเสียงดนตรีให้เกิดขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่นักดนตรีที่สมบูรณ์แต่ประการใด

การไหว้ครูดนตรีไทยขั้นต่อมา

เมื่อได้รับการขนานนามว่าเป็น “นักดนตรี” แล้ว ก็ต้องเข้าพิธีไหว้ครู ขั้นนี้เป็นการไหว้ครูประจำปี ซึ่งเป็นพิธีใหญ่มาก ในการนี้ศิษย์จะต้องช่วยกันจัดหาเครื่องกระยาบวชสังเวยต่าง ๆ หรืออาหารคาวหวาน เช่น หัวหมู เป็ด ไก่ เป็นต้น มาเซ่นบูชาเทวดาให้ครบถ้วน ได้กล่าวมาแล้วว่าการไหว้ครูดนตรีนั้นเราไม่ได้ ไหว้ครูมนุษย์แต่เพียงอย่างเดียว แต่เราไหว้รวมตลอดไปถึงบิดามารดา ครูบาอาจารย์ พระรัตนตรัย อันประกอบไปด้วยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และครูเทวดาต่าง ๆ ตั้งแต่พระอิศวร พระนารายณ์ พระ- ปรโคนธรรพ พระปัญจสิงขร พระวิษณุกรรม พระฤาษีทั้ง ๗ ตลอดจนไปถึงกระทั่งบรรดาเทวดาที่ได้บำเรอ พระจุฬามณี บำเรอการมหรสพและการดีด สี ตี เป่า ขับร้อง ฟ้อนรำ กังสดาล บัณเฑาะว์ดุริยางค์ดนตรี ในสวรรค์พร้อมกันไปทั้งหมด สำหรับผู้ที่เรียนเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงนั้น ยังจะต้องไหว้ครูพระพิราพ ซึ่งเป็น เพลงหน้าพาทย์ศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่าเพลง “องค์พระพิราพ” ด้วย เครื่องสังเวยต่าง ๆ ที่ศิษย์จะต้องจัดหามาสังเวยครูมีดังต่อไปนี้

๑.
หัวหมู ๑ หัว (ถ้าไหว้ครูพระพิราพด้วยจะต้องมี ๒ หัว คือ หัวสุก ๑ หัว กับหัวดิบ สำหรับครู พระพิราพอีก ๑ หัว ทั้งนี้เพราะครูพระพิราพจะเป็นยักษ์ ท่านโปรดเสวยหัวหมูดิบ ไม่ใช่สุก)
๒.
เป็ดสุกทั้งตัว (ถ้าไหว้ครูพระพิราพด้วยจะต้องมีเป็ดดิบทั้งตัวมาคู่กันด้วย)
๓.
ไก่สุกทั้งตัว (ต้องมีไก่ดิบทั้งตัวสำหรับครูพระพิราพด้วยเช่นกัน)
๔.
ของสุกและดิบอย่างอื่นที่พอจำได้เช่น ปลา ปูทะเล เป็นต้น
๕.
บายศรีปากชาม ๑ คู่
๖.
ขนมต้มแดง ต้มขาว
๗.
กล้วยสุก มะพร้าวอ่อน และผลไม้ต่าง ๆ เท่าที่จะหาได้
๘.
สำรับคาวหวานประเภทต่าง ๆ
๙.
เหล้า (โดยปกติจะเป็นเหล้าโรงไม่ใช่เหล้าประเภทวิสกี้)
๑๐.
ข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียนของหอมและกระแจะ
๑๑.
ผ้าขาว ขันล้างหน้า และขันสำหรับทำน้ำมนต์ครู
๑๒.
ผ้าหน้าโขน (โดยมากเป็นผ้าสีชมพูเย็บเป็นรูปสามเหลี่ยม สำหรับผูกเครื่องดนตรีต่าง ๆ ให้เป็น สิริมงคล)
๑๓.
เงินกำนล ๖ บาท (หมายถึง เงินบูชาครู)
๑๔.
คันชักมีสายผูกห้อยทองคำ สำหรับซัดน้ำมนต์ เป็นสิริมงคลแก่เครื่องดนตรี

ปกติเมื่อมีงานไหว้ครูดนตรีไทย จะต้องเริ่มด้วยพิธีสวดมนต์เย็นในวันสุกดิบหรือวันก่อนไหว้ครู ๑ วัน และจะต้องมีวงปี่พาทย์บรรเลงเพลงชุดโหมโรงเย็นเพื่อเป็นสิริมงคล อันเป็นการอัญเชิญพระรัตนตรัยและ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาร่วมในพิธีเมื่อเจริญพระพุทธมนต์จบและส่งพระกลับไปแล้ว บรรดาศิษย์ก็จะช่วยกันจัดสถานที่ ประกอบพิธีไหว้ครูดนตรีไทย โดยตกแต่งให้งดงาม และช่วยกันจัดเตรียมเครื่องดนตรีหลายชนิดมาตั้งตรงหน้า พิธีที่จะทำพิธี การจัดเครื่องดนตรีจะทำอย่างไรทำได้ขอแต่ให้ดูสง่าและงดงาม และจะต้องตั้งตะโพนไว้ในที่สูง เพราะตะโพนเป็นเครื่องหมายแทนประคนธรรพ ซึ่งเป็นบรมครูใหญ่ทางดนตรีไทย แล้วปูผ้าขาวลงหน้า เครื่องดนตรี ตั้งเครื่องสังเวยต่าง ๆ ไว้บนผ้าขาวที่ปูนั้น ของเหล่านี้ควรจะจัดการให้เสร็จก่อน ๙ โมงเช้า จัดตั้งพระพุทธรูปและรูปครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือไว้หน้าเครื่องดนตรีด้วย การไหว้ครูดนตรีไทยจะมีพิธี ทางศาสนาพุทธขึ้นมาเป็นประธาน แม้ในโองการหรือบทคาถาที่อัญเชิญครูเข้ามาประทับสถานที่ประกอบ พิธีนั้น ก็มีการตั้งนะโมฯ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาคละเคล้าไปโดยตลอด

การไหว้ครูนั้นจะต้องทำในวันพฤหัสบดี ซึ่งถือกันว่าเป็นวันครู ถ้าไม่สะดวกจะทำในวันอาทิตย์ก็ได้ แต่ถือว่าไม่ดีเหมือนวันพฤหัสบดี ในการนี้จะต้องนิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์ตอนเย็นวันพุธ และฉันเช้า ในวันพฤหัสบดี แล้วจึงเริ่มพิธีไหว้ครูต่อไป แต่ปัจจุบันมักจะรวบรัดทำกันในวันพฤหัสบดีวันเดียวคือ นิมนต์พระ มาเจริญพระพุทธมนต์และฉันเช้าในวันนั้น เมื่อเสร็จพิธีสงฆ์แล้ว ครูผู้ใหญ่ทำหน้าที่อ่านโองการเป็นประธาน ในการไหว้ครูดนตรีไทยจะนุ่งขาวห่มขาวเข้าสู่สถานที่ประกอบพิธีซึ่งสานุศิษย์จำนวนนับร้อยที่มาจาก ท้องถิ่นต่าง ๆ ได้มาอยู่พร้อมในสถานที่ประกอบพิธีไหว้ครู พิธีก็จะเริ่มขึ้น ครูใหญ่ผู้เป็นประธานจะว่าคาถา ในบท “สัคเค กาเม..” ก่อน ต่อจากนั้นก็จะว่าบทสรรเสริญพระพุทธคุณ แล้วว่าคาถาทำน้ำมนต์ ครูใหญ่ ผู้เป็นประธานจะหยดเทียนลงในขันน้ำมนต์ เสร็จเรียบร้อยแล้วก็แจกธูปเทียนไปปักรวมกันไว้ในกระถาง และ จะต้องปักธูปไว้ในเครื่องสังเวยทุกชิ้นด้วย

พิธีไหว้ครูดังที่กล่าวมาแล้วนั้นจะต้องตั้งวงปี่พาทย์ไว้วงหนึ่ง สำหรับบรรเลงเพลงหน้าพาทย์เพื่อ เป็นการอัญเชิญครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ลงมาประทับในสถานที่ประกอบพิธี นักดนตรีที่บรรเลงพิธีไหว้ครูดนตรีไทย จะต้องเป็นนักดนตรีที่เรียนเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงจนครบถ้วน มิฉะนั้นครูใหญ่ผู้เป็นประธานเรียกให้บรรเลง เพลงหน้าพาทย์ใด ถ้านักดนตรีไม่สามารถบรรเลงได้ก็จะเกิดความเสียหาย ในพิธีไหว้ครูนี้จะต้องตั้งกำนล และจัดดอกไม้ธูปเทียนถวายครู สำหรับจะได้บรรเลงหน้าพาทย์ให้ถูกต้องเรียบร้อยตามพิธีการ วงปี่พาทย์นี้ จะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้าไม่มีแล้วจะทำให้รู้สึกเงียบเหงา และรู้สึกว่าพิธีนี้ศักดิ์สิทธิ์เท่าที่ควร ถ้ามีปี่พาทย์แล้ว เชิญครูองค์ใดลงมา ครูใหญ่ผู้เป็นประธานก็จะเรียกให้วงปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์สำหรับครูองค์นั้น เพื่อเป็นการต้อนรับ ก่อนจะบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ผู้ที่มาในพิธีไหว้ครูจะต้องยกมือไหว้ ๑ ครั้ง เพื่อเป็นการ เคารพบูชา เพลงชั้นสูงหรือเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ในพิธีไหว้ครูนั้น เป็นเพลงที่มีท่วงทำนองสง่าน่าเกรงขาม เมื่อ บรรเลงเพลงขึ้นมาครั้งใด ก็ทำให้บรรดาผู้ที่อยู่ในสถานที่ประกอบพิธี รู้สึกขนลุกซ่าด้วยความปิติยินดี และ รู้สึกว่าพิธีนั้นเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น

เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว ครูใหญ่ผู้เป็นประธานจะว่าบทถวายดอกไม้ธูปเทียนบูชาให้เกิดสติ ปัญญาเฉลียวฉลาดแล้วว่าบทบูชาคุณพระศรีรัตนตรัย บูชาคุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ คุณพระ อุปัชฌาย์ และผู้มีพระคุณอื่น ๆ ขอให้มาปัดเป่าอย่าให้มีอุปัทวอันตราย ให้มีแต่ความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป จบบทนี้แล้ว ครูใหญ่ผู้เป็นประธานก็จะเรียกให้วงปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ที่มีชื่อว่า เพลงสาธุการและเพลงสาธุการกลองเพื่อเป็นการฉลอง

ต่อจากนี้ ครูใหญ่ผู้เป็นประธานก็จะว่าบทอัญเชิญพระเป็นเจ้า ตลอดจนฤาษีและเทวดา ผู้เป็นเทพ แห่งดนตรีเข้ามาสู่สถานที่ประกอบพิธีตามลำดับ เมื่ออ่านคาถาเชิญครูองค์ใด ครูใหญ่ผู้เป็นประธานก็จะเรียก ให้วงปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ เพื่อต้อนรับครูองค์นั้น คาถาอัญเชิญครูนี้มีอยู่หลายบท มีคาถาเชิญ พระอิศวร พระนารายณ์ พระปัญจสิงขร พระวิษณุกรรม พระประคนธรรพ เทวดาต่าง ๆ และฤาษีทั้ง ๗ องค์ ถ้ามีการไหว้ครูพระพิราพก็อ่านคาถาอัญเชิญพระพิราพด้วย เมื่ออัญเชิญพระเป็นเจ้าและตลอดจนบรรดาเทพ และฤาษีต่าง ๆ ที่เป็นครูดนตรีพร้อมกันแล้ว ครูใหญ่ผู้เป็นประธานก็จะอ่านบทบูชาครู ขอศีลขอพร และขอ ขมาอภัยในสิ่งที่ประมาทพลาดพลั้งด้วย กาย วาจา ใจ จบการขอศีล ขอพรแล้ว ครูใหญ่ผู้เป็นประธานก็จะ ให้เปิดเครื่องสังเวยต่าง ๆ ให้พร้อม เช่น ผลไม้ก็จะปอกเปลือกออกบางส่วน หัวหมู เป็ด ไก่ ก็ใช้มีดเฉือนออก บางส่วนแล้วใช้น้ำจิ้มทาลงไปเล็กน้อย เหล้าก็เปิดจุกออก แล้วรินลงแก้วเล็กน้อย สำรับคาวหวานก็ให้เปิดออก บุหรี่ก็จุดไฟให้ติดขึ้น เป็นต้น เสร็จแล้วครูใหญ่ผู้เป็นประธานก็จะอ่านคาถานำให้ศิษย์ว่าบทถวายเครื่อง กระยาบวชและสังเวยแด่พระเป็นเจ้า ตลอดจนฤาษี เทวดาและครูต่าง ๆ ที่อัญเชิญมา เมื่อว่าบทถวายเครื่อง กระยาบวชและสังเวยแล้ว ครูใหญ่ผู้เป็นประธานก็เรียกให้วงปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ที่ชื่อว่า นั่งกิน และเพลงเซ่นเหล้า สำหรับประกอบกิริยาการเสวยเครื่องสังเวยและบรรดาเทพและครูที่เชิญมา ต่อจากนั้น ครูใหญ่ผู้เป็นประธานก็จะให้ศิษย์ทั้งหลายนั่งรอระยะหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้บรรดาเทพและครูที่อัญเชิญมา ได้เสวยเครื่องสังเวยให้เป็นที่อิ่มหนำสำราญ ในระหว่างนี้ห้ามไม่ให้ใครไปแตะต้องเครื่องสังเวยเป็นอันขาด เพราะถือว่าครูกำลังเสวยอยู่ เมื่อรอจนได้เวลาที่คาดว่าท่านเสวยเป็นที่อิ่มหนำสำราญดีแล้ว ครูใหญ่ผู้เป็น ประธานก็จะกล่าวนำคาถาเครื่องกระยาบวชและสังเวย แล้วนำเครื่องสังเวยดังกล่าวออกไปจากสถานที่ ประกอบพิธี แต่ก่อนที่จะนำออกไป จะต้องแบ่งเครื่องกระยาบวชสังเวยอย่างละเล็กละน้อยใส่ยอดตองเป็น ๓ ที่ นำให้แก่พาหนะของครูเทวดาที่อยู่ตามบันไดของทิศต่าง ๆ เมื่อนำไปวางให้นั้นผู้นำจะต้องบอกกล่าว เป็นข้อความว่า “ท่านผู้เป็นพาหนะของครูที่ติดตามครูมา ท่านขึ้นเรือนไม่ได้ ขอเชิญท่านบริโภคอาหาร เหล้า ข้าว ไชยบาน เปรี้ยว หวาน เค็ม ทั้งปวงนี้เถิด” ให้ว่าข้อความดังนี้เหมือนกันทั้งสามแห่ง

ก่อนที่จะส่งพระเป็นเจ้าตลอดจนเทพและฤาษีที่เป็นครูดนตรีกลับไปนั้น ครูใหญ่ผู้เป็นประธานเรียก ให้วงปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์เป็นการอัญเชิญ เช่น เรียกเพลงหน้าพาทย์ที่ชื่อว่า เพลงพราหมณ์ออก และเพลงเสมอเข้าที่ เป็นต้น ต่อจากนั้นก็เรียกเพลงเชิดเป็นการส่งท้าย แล้วเรียกเพลงกราวรำเป็นอันเสร็จพิธี ทางด้านครูเทวดาไปตอนหนึ่ง

ต่อจากนี้ ครูใหญ่ผู้เป็นประธานอ่านโองการก็จะโปรยข้าวตอกดอกไม้และประพรมน้ำมนต์ตาม เครื่องดนตรีต่าง ๆ จัดการเจิมเครื่องดนตรีที่อยู่ในสถานที่ประกอบพิธี พร้อมทั้งผูกผ้าหน้าโขนใหม่ให้เป็น สิริมงคล ต่อนั้นก็เจิมหน้าลูกศิษย์ทุกท่าน ในการเจิมหน้าศิษย์ ศิษย์จะต้องหมอบกราบตรงหน้าครูใหญ่ผู้เป็น ประธาน เมื่อหมอบกราบลงไปแล้วครูใหญ่ผู้เป็นประธานก็ประพรมน้ำมนต์ลงบนศีรษะแล้วใช้เทียนหรือ นิ้วมือจิ้มแป้งกระแจะที่เตรียมไว้เขียนยันต์ลงในตรงแสกหน้าของศิษย์ พร้อมทั้งว่าคาถาประกอบ แล้วเป่า ศีรษะให้เป็นสิริมงคล เมื่อเสร็จจากการเจิมหน้าลูกศิษย์เหล่านี้แล้ว ก็เป็นอันจบพิธีไหว้ครูในตอนเช้า (พิธี ส่วนมากเริ่มในเวลา ๙ โมงเช้า หรือหลังจากนั้นเล็กน้อย และจะต้องทำให้เสร็จก่อนเที่ยงวัน)

เมื่อเสร็จพิธีไหว้ครูแล้ว ศิษย์ที่มาจากท้องที่ต่าง ๆ ก็รับประทานอาหารร่วมกัน ศิษย์ทั้งหลายจะมี โอกาสมาพบปะพร้อมหน้ากันก็แต่ในงานไหว้ครูนี้เท่านั้น ของโปรดที่ศิษย์แย่งกันรับประทานก็คือ ไข่ยอด บายศรี เพราะถือว่ารับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้เกิดสติปัญญาเฉลียวฉลาด เหล้าที่นำมาจากเครื่องสังเวย ก็เป็นของโปรดของเหล่าสานุศิษย์เช่นเดียวกัน

ในเวลาบ่ายวันไหว้ครูดนตรีไทยนี้ อาจมีการตั้งวงปี่พาทย์บรรเลงเพลงช้าหรือเพลงเรื่อง และเพลง อื่น ๆ เพื่อให้เกิดความสนุกสนานรื่นเริงครึกครื้น แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือ จะต้องเตรียมตั้งเครื่องดนตรีไทยไว้ หลาย ๆ วง สำหรับให้สานุศิษย์บรรเลงถวายมือในตอนกลางคืนนี้

พอเวลากลางคืน สานุศิษย์ตลอดจนบรรดานักดนตรีและผู้ที่สนใจดนตรีไทยทั้งหลาย ก็จะค่อย ๆ ทยอยกันเข้ามาจนเต็มสถานที่ประกอบพิธีเพื่อฟังดนตรีไทย เพราะทุกคนรู้ว่าคืนนี้ต้องมีประชันดนตรีถวาย มือกันอย่างสนุกสนาน และการประชันอย่างมีระเบียบนั้นปัจจุบันนี้หาดูได้ยาก เมื่อได้เวลานักดนตรีไทย ที่บรรเลงประชันถวายมือแก่ครูก็จะเข้าประจำที่ของตนในวงดนตรีแต่ละวง บางปีที่สานุศิษย์มากันมาก ๆ นั้น อาจมีการบรรเลงประชันกันถึง ๖ ทั้งนี้ ครูนั่งเป็นประธาน นอกจากครูแล้ว บรรดาเจ้านายและผู้ใหญ่ที่ชอบ ดนตรีไทยมักถือโอกาสมานั่งฟังดนตรีกันมากมาย บางครั้งท่านเหล่านี้ก็ให้รางวัลกับนักดนตรีที่บรรเลงได้ ถูกใจผู้ให้รางวัล เมื่อได้เริ่มประชันเพลงตามระเบียบการประชันวงจนถึงประมาณ ๒๔.๐๐ น. แล้ว ต่อจากนั้น ก็เริ่มประชันเพลงเดี่ยวด้วยเครื่องมือต่าง ๆ บางครั้งประชันเพลงกันจนถึงเช้า นักดนตรีไทยบรรเลงอย่างสนุก จนลืมเวลา คนฟังก็ชอบจนลืมเวลาไปเหมือนกัน

พิธีไหว้ครูดนตรีไทย นับว่าเป็นวันที่ยิ่งใหญ่และให้ความสนุกสนานอย่างที่จะหาพิธีอื่น ๆ มาเปรียบ ได้อยาก การประชันวงในพิธีไหว้ครูนี้ ไม่ปรากฏว่ามีการตัดสินเรื่องดนตรีแพ้ชนะแต่อย่างใด เพราะทุกคนก็ ตั้งใจบรรเลงเพื่อถวายมือแด่ครูทั้งนั้น ส่วนการแพ้ชนะนั้นผู้บรรเลงจะรู้อยู่แก่ใจด้วยตนเอง

พิธีไหว้ครูดนตรีไทยนั้น บางท่านเห็นว่าเป็นเรื่องไร้เหตุผล เพราะมีการเชิญพระเป็นเจ้าและครูเทวดา ต่าง ๆ ซึ่งไม่มีตัวตนเข้ามาร่วมในพิธีด้วย บางครั้งก็มี “ครูเข้า” ซึ่งเมื่อครูเข้าประทับผู้ใดแล้ว ก็จะมี กำลังมหาศาลจับเท่าใดก็จับไม่อยู่ เป็นต้น เรื่องนี้เป็นของอธิบายยาก

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ท่านประทานอรรถาธิบายไว้บนลายพระหัตถ์ถึงหม่อม เจ้าหญิงพัฒนายุ ดิศกุล ว่า “คำที่เรียกว่า ไหว้ครูนั้น ควรจะเป็นว่าศิษย์ไหว้ครูผู้สอนวิชาให้แก่ตน แต่โดยที่ มีเครื่องแต่งตัวโขนละครและเครื่องปี่พาทย์มาตั้งในการไหว้ครูให้เคารพด้วย จึงพาให้เข้าใจไปว่าไหว้ผีที่สิง อยู่ในเครื่องโขนและเครื่องปี่พาทย์เหล่านั้น จะเป็นผีอะไรก็ไม่ทราบ ทำให้พวกครูเดือดร้อน เห็นว่าเลวไป จึงคิดหาเทวดาเข้ามาประทับให้เป็นผีฟ้า จะได้มีศักดิ์โดยสมควร... ก็หาได้คนคนธรรพมา ตามประสาที่มี ความรู้สั้น แต่มางข้างอินเดียถือว่าคนธรรพกับอัปสรนั้นเป็นเทวดาชั้นต่ำ เป็นบ่าวเทวดา... จะถือเอาคนธรรพ์ เป็นผู้นั้น ให้ว่ารู้สึกจะเลวไป จึงเติมคำว่า “ประ” เข้าข้างหน้าเป็น “ประคนธรรพ” ให้ฟังครื้มและรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งขึ้น ที่ว่าเป็นครูตะโพนนั้นเป็นของเปรียบเทียบด้วยตะโพน เป็นเครื่องให้จังหวะและเครื่องบังคับการร้อง รำทุกเพลงเหมือนอย่างเป็นนายหรือเป็นครู จึงยกให้พระประคนธรรพเป็นครูตะโพน ที่อาไหว้ครูในวันเกิด ของทุกปีนั้น อาจมิได้ตั้งใจไหว้ผีฟ้าองค์ใดองค์หนึ่ง อาตั้งใจไหว้ครูบูชาคุณแห่งท่านเองโดยตรงจำพวกหนึ่ง กับท่านเผยฝีมือไว้ให้ได้เห็นได้จำกลเม็ดของท่านเป็นความรู้แต่หารู้จักตัวท่านเองโดยตรงไม่ อีกพวกหนึ่ง นี่เป็นทางดำเนินของอา ซึ่งทำตามความพอใจ...”

ซึ่งเป็นคำอรรถาธิบายที่อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย ขอให้การไหว้ครูนั้นเกิดผลประโยชน์แต่โดยที่ประเพณี การไหว้ครูเทวดา เพราะเห็นว่ามีแต่เรื่องดีไม่มีเรื่องเสียหาย สำหรับคนที่เชื่อถืออย่จริงจังนั้น อย่างน้อยเขา ก็มีครูที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งไปกว่าธรรมดา สำหรับเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งอาจทำให้เขาไม่กล้าทำอะไรที่ผิด ๆ เนื่องจาก กลัวว่าครูเทวดาจะรู้เห็นและลงโทษ

ความหมายของคำว่า “ครอบ”

พิธีไหว้ครูดนตรีไทยเมื่อเริ่มหัดหรือเรียนดนตรี สำหรับนักดนตรียังมีพิธีไหว้ครูครั้งสำคัญที่เรียกว่า “ครอบ” พิธีครอบนี้ ครูจะทำให้ศิษย์ที่สมควรและเหมาะสมเป็นราย ๆ ไปเท่านั้น พูดง่าย ๆ การขอให้ครู “ครอบ” คือการขอกรรมสิทธิ์จากครู ฉะนั้นการครอบนี้แบ่งออกเป็น ๓ ประการ คือ

๑.
ครอบให้แก่ศิษย์ผู้ต้องการจะเรียนเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูง
๒.
ครอบให้แก่ศิษย์ผู้ปรารถนาจะได้มอบสิทธิ์ให้เป็นครูผู้อื่นต่อไป
๓.
ครอบให้แก่ศิษย์อาวุโส เพื่อมอบสิทธิ์ให้เป็นผู้นำอ่านคาถาหรือโองการในพิธีไหว้ครู หรือเป็น หัวหน้าประกอบพิธีไหว้ครูต่อไป

การครอบทั้ง ๓ ประการนี้ ศิษย์จะต้องจัดหาเครื่องกระยาบวชสังเวยให้ครบ เช่นเดียวกับพิธีไหว้ครู ประจำปีดังที่กล่าว การทำพิธีทุกอย่างเป็นแบบเดียวกับการไหว้ครูประจำปีทั้งนั้น ต่างคือในตอนท้าย พิธี ไหว้ครูจะเรียกศิษย์มาทำพิธี “ครอบ” จึงมักทำในคราวเดียวกับพิธีไหว้ครูประจำปี เพื่อจะได้ไม่ต้องจัดหา เครื่องกระยาบวชสังเวยมาร่วมในพิธีไหว้ครูประจำปี และแจ้งให้ครูทราบว่า ตนใคร่จะขอกรรมสิทธิ์ในการ เรียนเพลงชั้นสูง หรือในการที่จะขอเป็นครู หรือเป็นผู้อ่านโองการไหว้ครูต่อไป เมื่อครูพิจารณาแล้วว่า เห็นควรจะมอบกรรมสิทธิ์ให้ได้ ก็จะทำพิธีมอบ หรือ “ครอบ” ให้ในตอนท้ายต่อจากพิธีไหว้ครูประจำปี ดังกล่าวแล้ว ศิษย์ที่จะขอทำพิธีครอบนี้จะต้องมีอายุพอสมควร คือ เป็นผู้ที่อุปสมบทแล้ว หรือมีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี

การครอบให้ศิษย์เพื่อเรียนเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูง

สำหรับศิษย์ที่จะเรียนเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงนั้น ครูจะประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แต่เฉพาะผู้ที่มีสติ ปัญญาเฉลียวฉลาด และมีความทรงจำดีมากเท่านั้น เพราะเพลงชั้นสูงโดยเฉพาะเพลงหน้าพาทย์นั้น ถือกันว่า จะต้องบรรเลงให้ถูกต้อง จะบรรเลงผิด ๆ ขาดไปบ้าง หลงลืมไปบ้างไม่ได้เป็นอันขาด ถ้าเป็นเพลง “องค์พระ พิราพ” ซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงสุดด้วยแล้ว ยิ่งจะต้องระมัดระวังในการบรรเลงเพลงมากขึ้น เพราะถ้า บรรเลงไม่ครบถ้วนกระบวนเพลงแล้ว ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความอัปมงคลแก่ตัวเอง ถ้าเป็นภาษา โบราณเรียกว่า “อัปรีย์กิน”

ในเรื่องสติปัญญาของผู้เรียนหรือศิษย์มีความเฉลียวฉลาด และมีความทรงจำดีนั้น ส่วนมากมักจะ หาไม่ค่อยได้ เพราะพวกที่มีความเฉลียวฉลาดเป็นเลิศ ถึงขนาดกับว่าครูบอกทำนองเพลงเพียงครั้งเดียว ก็จำได้ทุกครั้งไปนั้น มักจะมีความทรงจำไม่นาน คือ เข้าลักษณะ “ได้เร็วลืมเร็ว” ส่วนพวกที่มีความเฉลียวฉลาด ปานกลาง คือต่อเพลงได้ไม่เร็วนัก อย่างนี้มักจะมีความทรงจำดี ฉะนั้นในการที่ครูจะทำพิธีครอบเพลงชั้นสูง ให้แก่ผู้ใด จึงต้องพิจารณาตามที่เหมาะที่ควร จะเอาดีทั้งอย่างทีเดียวก็ไม่ได้เหมือนกัน ถ้าจะครอบให้แก่ ผู้ที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดแต่ลืมเร็ว เช่นนี้ก็ต้องสอนย้ำหรือเน้น และฝึกซ้อมเพลงที่ต่อให้เสมอจึงจะได้ เป็นต้น

การครอบให้ศิษย์เพื่อเป็นครูดนตรีไทย

สำหรับศิษย์ผู้ปรารถนาจะขอรับการ “ครอบ” เพื่อเป็นครูดนตรีไทยสอนผู้อื่นต่อไป จะต้องมีความรู้ ในหลักและทฤษฎีทางดนตรีไทยพอสมควร และประกอบด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ มีความประพฤติดีพอที่ ครูไว้วางใจได้ เมื่อครอบแล้วครูจะอบรมให้เป็นผู้อยู่ในศีลธรรมให้ประพฤติตนเป็นที่เคารพแก่ศิษย์ทั้งหลาย ให้ถือว่าบรรดาศิษย์ที่มาเรียนดนตรีนั้นเปรียบเสมือนหนึ่งบุตรหลานหรือญาติพี่น้อง โดยเฉพาะครูดนตรีไทย ส่วนมากแล้วจะทำตัวเป็นที่น่าเคารพและศรัทธาเลื่อมใสให้แก่ศิษย์ ทำให้ศิษย์มีความเคารพตัวครูดนตรี ไทยเป็นอย่างมาก

พิธีครอบนี้ จะต้องทำต่อจากพิธีไหว้ครูดนตรีไทย คือเมื่อเสร็จพิธีไหว้ครูดนตรีไทย ครูจะเรียกศิษย์ ที่แสดงความจำนงจะครอบมาทำพิธีครอบ ถ้าเป็นการครอบเพื่อให้ไปสั่งสอนสานุศิษย์อื่นต่อไป ผู้ที่จะครอบ ก็ต้องถือเครื่องดนตรีทุกชนิดที่ตนมีความรู้พอจะไปสั่งสอนผู้อื่นให้เข้ามาหาและกราบครู หลังจากกราบครู ๓ ครั้งแล้ว ครูก็จะว่าคาถาบูชาครูเทวดาให้ศิษย์ว่าตามซึ่งหมายความว่าเป็นการให้สิทธิ์มอบจากครูเทวดา

อีกชั้นหนึ่ง เมื่อเสร็จแล้วครูก็จะส่งมอบเครื่องดนตรีเหล่านั้นกลับคืนให้แก่ศิษย์ ครูจะกล่าวคำอวยพรให้ศิษย์ ผู้รับมอบนั้นมีความเจริญรุ่งเรืองศิลปะดนตรีไทยต่อไป การส่งมอบเครื่องดนตรีให้นี้ เป็นเครื่องแสดงว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ศิษย์ผู้นั้นย่อมได้รับมอบหมายให้ใช้เครื่องดนตรี ประเภทที่ครูได้ประสิทธิ์ประสาท วิชาให้สั่งสอนสานุศิษย์ต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นครูอย่างสมบูรณ์ ถึงจะไปตั้งโรงเรียนสั่งสอนกันให้ใหญ่โตเพียงใด ก็ยังเป็นครูที่ไม่สมบูรณ์อยู่ และถือกันว่าครูที่ไม่สมบูรณ์นี้ มักจะไม่ค่อยเจริญในอาชีพที่ดำเนินอีกด้วย

การครอบให้ศิษย์เพื่อเป็นผู้นำอ่านคาถาหรือโองการในพิธีวันไหว้ครูดนตรีไทย

การครอบครั้งสำคัญที่สุด คือการมอบกรรมสิทธิ์ให้ผู้ที่ได้รับครอบเป็นหัวหน้าประกอบพิธีไหว้ครู ต่อไป ในการนี้ครูจะพิจารณาให้ละเอียดว่า ผู้ที่จะได้รับมอบหมายนั้นเป็นผู้ที่มีความรู้ในชั้นสูง ได้เรียนเพลง หน้าพาทย์ จนสามารถบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงได้ เป็นผู้ที่มีความประพฤติดี เป็นที่เคารพนับถือของ นักดนตรีทั่วไป เป็นผู้ที่มีวัยวุฒิอันสมควรที่จะเป็นผู้นำในพิธีไหว้ครูดนตรีไทย เป็นต้น โดยทั่วไปครูจะทำพิธี ครอบขั้นสุดท้ายนี้ให้แก่ศิษย์ก้นกุฏิผู้มีความสามารถ และมีความประพฤติดีเป็นที่พอใจเท่านั้น ถ้าเป็นผู้อื่น มาทำพิธีครอบ ครูก็จะต้องพิจารณาให้อย่างละเอียดเสียก่อนดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

การครอบเพื่อมอบสิทธิ์ให้เป็นผู้ประกอบพิธีไหว้ครูต่อไปนั้น ผู้ขอรับมอบจะต้องท่องโองการไหว้ครู ให้ขึ้นใจเสียก่อน เสร็จแล้วจดโองการไหว้ครูลงในสมุดข่อยหรือสมุดใด ๆ ซึ่งดูแล้วน่าเลื่อมใส เมื่อประกอบ พิธีไหว้ครูแล้วก็นำสมุดนั้นไปให้แก่ครู ครูก็ประสิทธิ์ประสาทพร้อมทั้งอวยพร ให้มีความรุ่งเรืองในด้านศิลปะ ดนตรีไทยไปตลอดชั่วกาลนาน แล้วครูมอบสมุดโองการนั้นให้ สมุดโองการนี้จะต้องนำไปเก็บไว้ ณ ที่บูชา อันสมควร ในการครอบครั้งสำคัญนี้ ศิษย์จะต้องยึดมั่นไว้ในใจว่า ตราบใดที่ครูของตนยังมีชีวิตอยู่ และสามารถ ทำพิธีไหว้ครูดนตรีไทยตามสถานที่ต่าง ๆ ได้ ผู้ได้รับมอบหรือได้รับการครอบ จะต้องไม่ประกอบพิธีไหว้ครูใด แก่ผู้ใดเป็นอันขาด จะต้องให้ครูของตนที่ครอบให้นั้นเป็นผู้ประกอบพิธีอันสำคัญแต่ผู้เดียวเท่านั้น เว้นเสีย แต่ครูจะเจ็บป่วยจนไม่สามารถไปทำพิธีได้ และมอบหมายให้ตนไปทำงานแทนตน จึงสามารถประกอบพิธี นั้นได้

สำหรับครูผู้ทำหน้าที่อ่านโองการไหว้ครูดนตรีไทยหรือครูใหญ่ผู้เป็นประธานพิธีไหว้ครูดนตรีไทย นั้น ท่านย่อมถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องไปประกอบพิธีไหว้ครู ไม่ว่าจะลำบากเพียงใดท่านพยายามไปประกอบ พิธีไหว้ครูตามที่เชิญจนได้ แม้จะป่วยไม่สบายท่านก็ยังอุตส่าห์ไป ท่านมอบหมายให้ใครไปทำพิธีแทนก็แต่ เฉพาะในกรณีจำเป็นเท่านั้น ท่านถือว่าเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นครูแล้วก็ต้องไปประกอบพิธีไหว้ครูตามที่เขาเชิญมา จะปฏิเสธเสียง่าย ๆ นั้น ย่อมไม่สมควรอย่างยิ่ง

ดังที่กล่าวมานี้จะสังเกตได้ว่า การเคารพนับถือครูนั้น ในทางดนตรีไทยเป็นไปอย่างมั่นคงมาก ครู ย่อมเป็นผู้อุปการะรองจากบิดามารดา ไม่สมควรที่จะลบหลู่ดูหมิ่นเป็นอันขาด ศิษย์ที่เรียนดนตรีย่อมจงรัก ภักดีต่อครูทั้งต่อหน้าและลับหลัง ถ้าทำให้ครูโกรธเคืองแล้วก็ย่อมเป็นเรื่องเดือดร้อนใจมาก เช่น ต้องขอขมา อภัยอื่น ๆ เป็นต้น หรืออย่างถึงที่สุดก็ต้องไปในพิธีไหว้ครู ซึ่งในพิธีนี้ครูก็จะยกโทษให้จนหมดสิ้น พร้อมทั้ง อบรมให้ประกอบกรรมดีต่อไป แม้ครูจะล่วงลับไปแล้ว ศิษย์ก็ยังทำบุญแผ่ส่วนกุศลไปให้ เมื่อถึงพิธีไหว้ครู ศิษย์ก็จะส่งจิตใจระลึกถึง เป็นการแสดงความเคารพนับถืออยู่มิได้เสื่อมคลาย บุคคลผู้เป็นศิษย์นั้นแม้ฐานันดร เป็นเจ้านายชั้นสูง ก็ยังต้องเคารพครูเช่นเดียวกับครูอื่น ๆ ด้วยเหตุผลนี้บรรยากาศที่มีแต่ความสงบ ไม่มีใคร พูดคุยเสียงดังในเวลาไหว้ครู ทุกคนอยู่ในสภาพแสดงความเคารพด้วยกันทั้งนั้น จึงเป็นบรรยากาศที่ใคร ๆ ก็น่าจะไปร่วมพิธีด้วย แม้ไม่ใช่นักดนตรี จะไปนั่งดูเฉย ๆ ก็ยังชอบใจและเลื่อมใสศรัทธา

คำว่า “ครอบ” นี้ ท่านคงเข้าใจว่าเป็นคำที่มีความสำคัญอยู่มาก เพราะเกี่ยวกับการมอบสิทธิ์หรือ ประสิทธิ์ประสาทให้ผู้ที่มีคุณวุฒิเหมาะสม ออกไปปฏิบัติงานเกี่ยวกับศิลปะดนตรีไทย คำว่า “ครอบโขน” “ครอบละคร” ซึ่งย่อมหมายความอย่างเดียวกันทั้งนั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้คำอธิบาย ไว้ว่า “ครอบ” หมายถึงประสิทธิ์วิชาให้ ถ่ายทอดวิชาให้ เช่น ถ้าครูครอบให้ศิษย์คนใด เพื่อให้สามารถเรียน เพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงขึ้นไปได้ ก็เท่ากับเป็นการประสาทปริญญาตรีสำหรับให้ไปศึกษาขั้นปริญญาโทต่อไป ถ้าครูครอบให้ศิษย์คนใดเพื่อให้สามารถเป็นครูสอนผู้อื่นได้ ก็เท่ากับท่านได้ประสาทปริญญาโทให้ แต่ถ้า ครูครอบให้ศิษย์คนใดคนหนึ่งเพื่อให้สามารถอ่านโองการในพิธีไหว้ครู แทนครูท่านนั้นต่อไป ก็เท่ากับท่าน ได้ประสาทปริญญาเอกให้แก่ศิษย์ผู้นั้นโดยตรง

สำหรับคาถาหรือโองการ ที่ใช้ประกอบพิธีไหว้ครูนั้น นักดนตรีไทยถือว่าเป็นของสูงและศักดิ์สิทธิ์ ไม่สมควรจะนำมาพิมพ์ในหนังสือธรรมดา ควรที่จะเขียนไว้ในสมุดข่อยแล้วตั้งบูชาให้เหมาะสม

ดังที่กล่าวการไหว้ครูดนตรีไทยมาข้างต้น สังเกตได้ว่าจะเป็นการไหว้ครูที่แปลกแตกต่างจากพิธี ไหว้ครูสาขาวิชาอื่นอย่างมาก เพราะมีหลายขั้นตอน มีทั้ง ครูเทวดา ยักษ์ พระฤาษี และมีศาสนาพราหมณ์ เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วย และมีการประกอบพิธีครอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์ สร้างความศรัทธาให้แก่ ผู้เรียนฝึกหัดดนตรีไทยเป็นอย่างมาก

ที่มา: บทความโดยเกียรติ วงฆ้อง
หนังสือการประกวดดนตรีไทยชิงถ้วยพระราชทาน  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๕๔