เพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราช
เพลงบอกเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวปักษ์ใต้ บริเวณจังหวัดภาคใต้ตอนบนและตอนกลาง อันได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง และสงขลา นิยมเล่นในวันตรุษสงกรานต์ เป็นการบอกกล่าวป่าวร้องให้ชาวบ้านละแวกได้ทราบว่าถึงวันปีใหม่แล้ว หรือเป็นการบอกเล่าเรื่องราวข่าวสารต่าง ๆ เช่น บอกข่าวเชิญไปทำบุญกุศลที่นั่นที่นี่ตามเหตุการณ์ จะเห็นได้ว่าเพลงบอกเกิดขึ้นเพื่อใช้ในการป่าวประกาศเรื่องราวต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบนั่นเอง
เหตุผลก็คือในสมัยโบราณคนที่รู้หนังสืออ่านออกเขียนได้มีน้อย กิจการพิมพ์ก็ไม่แพร่หลาย โดยเฉพาะรายละเอียดการเปลี่ยนปีหรือประกาศสงกรานต์ประจำปี ไม่ได้มีการพิมพ์ปฏิทินอย่างเช่นปัจจุบัน
นักวิชาการและผู้สนใจศึกษาค้นคว้าสืบหาประวัติความเป็นมาของเพลงบอก : การละเล่นพื้นบ้านเมืองนครศรีธรรมราช ต่างมีข้อสันนิษฐานตรงกันว่ามีการเล่นเพลงบอกอย่างแพร่หลายในนครศรีธรรมราชมานานแล้ว โดยมีข้อมูลและเหตุผลหลายประการประกอบการพิจารณา ดังนี้
ชวน เพชรแก้ว เขียนไว้ในหนังสือเพลงบอก และนักเล่นเพลงบอกรุ่นเก่าของเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ ความว่า เมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองใหญ่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวัฒนธรรมแต่โบราณ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าความเจริญทางด้านการศึกษาเล่าเรียน และศิลปะวิทยาการ เกิดขึ้นที่เมืองนี้ก่อน และเมื่อผู้ใฝ่หาความรู้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาในชั้นหลังนั้น พ่อขุนรามคำแหงได้โปรดให้นำเอานักปราชญ์ราชบัณฑิตและภิกษุสงฆ์จากบ้านเมืองนี้ไปเผยแพร่วิทยาการต่าง ๆ ที่กรุงสุโขทัย
เนื่องจากเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองใหญ่และมีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่โบราณ จึงน่าให้คิดว่าเพลงบอกก็น่าจะถือกำเนิดขึ้นที่เมืองนี้ก่อน แล้วแพร่กระจายออกไปยังจังหวัดใกล้เคียง คือ สุราษฎร์ธานี ชุมพร ตรัง พัทลุง และสงขลา
ท่านขุนอาเทศคดี (กลอน มัลลิกะมาส) คนเก่าคนแก่ของเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งมีความรอบรู้และสนใจในเรื่องท้องถิ่นภาคใต้มาก ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกำเนิดของเพลงบอกไว้น่าสนใจว่า การเล่นเพลงบอกเป็นศิลปะของชาวภาคใต้โดยแท้ ไม่ได้รับเอามาจากที่ใด และการเล่นชนิดนี้น่าจะเริ่มมีที่เมืองนครศรีธรรมราชอย่างแน่นอน เพราะเมืองนครฯ เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับเป็นพันปี ศิลปวัฒนธรรมและวิชาการต่าง ๆ ก็เริ่มต้นที่เมืองนี้
นายเนตร ชลารัตน์ นักเล่นเพลงบอกรุ่นเก่าของเมืองนครศรีธรรมราช ก็เชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองนี้อย่างแน่นอน และกล่าวว่ามีนักเล่นเพลงบอกของเมืองนี้มากมาย มีแบบฉบับการเล่นที่เป็นแบบของตัวเอง นักเล่นเพลงรุ่นเก่า เช่น นายเรือง นาใน นายควาย ท่านพานรักษ์ นายช่วย เสมาชัย ก็เป็นชาวเมืองนครศรีธรรมราชทั้งสิ้น
พร้อม บุญสุข เขียนไว้ในวารสารวิชชา ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑ มิถุนายน - กันยายน ๒๕๑๙ กล่าวถึงช่วงปลายเดือนสี่ต่อต้นเดือนห้า ซึ่งย่างเข้าเขตตรุษสงกรานต์ ถ้าท่านท่องเที่ยวไปในท้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง หรือสงขลา ตอนพลบค่ำมักจะได้ยินเสียง เอ้อ ๆ อ้า ๆ ตามละแวกบ้านใกล้เรือนเคียง นั่นแหละคือเสียงของนักเพลงลูกทุ่งปักษ์ใต้ โดยทั่ว ๆ ไปเรียกกันว่า “เพลงบอก”
สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา ได้บันทึกเรื่องเพลงบอกไว้ว่า เพลงบอกเป็นเพลงพื้นเมืองที่นิยมเล่นแพร่หลายที่สุด ในสมัยก่อนเมื่อถึงหน้าสงกรานต์ ยังไม่มีปฏิทินบอกสงกรานต์แพร่หลายอย่างปัจจุบัน แม้เพลงจะนำรายละเอียดเกี่ยวกับสงกรานต์ออกป่าวประกาศแก่ชาวบ้าน โดยร้องเป็นเพลงพื้นบ้าน มีลูกคู่รับเป็นทำนองเฉพาะ เพลงดังกล่าวจึงได้ชื่อว่า “เพลงบอก” ด้วยเหตุนี้
กลอนเพลงบอก ดัดแปลงมาจากเพลงพื้นฐานโบราณชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “เพลงเห่” บ้าง “เพลงฉะ” บ้าง และ “แปดบท” บ้าง
นายเรือง นาใน นายเรืองมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีความสามารถเชิงแปดบทเป็นอันมาก จนได้สมญาว่า “นายเรืองแปดบท”
ต่อมาขุนประดิษฐ์ ได้ดัดแปลงกลอนแปดบทขึ้นเป็นกลอนเพลงบอก เรียกติดปากกันในครั้งนั้นว่า “เพลงบอกขุนประดิษฐ์” นักกลอนเพลงบอกในระยะแรกที่มีชื่อเสียง เช่น นายควาย นายชูประดิษฐ์ นายช่วย ขุนเลา นายแดง เป็นต้น
จากตัวอย่างกลอนเพลงบอกที่ยกมา จะเห็นแผนบังคับได้ ดังนี้
แผนบังคับดังกล่าว เวลาขับร้องกลอนสดอาจยืดหยุ่นได้บ้าง ทั้งจำนวนคำสัมผัสและจำนวนวรรค ซึ่งอาจลดหรือเพิ่มแต่ละบาทได้ ๑ วรรค ส่วนการร้องของแม่เพลงและการรับของลูกคู่กำหนดไว้เป็นแบบแผนตายตัว
การรับของลูกคู่ อาจแทรกวลีหรือถ้อยคำระหว่างจังหวะกลอนที่แม่เพลงกำลังว่าอยู่ได้ เพื่อให้ลีลากลอนครึกครื้นสนุกสนานและช่วยแก้ปัญหาการติดกลอนของแม่เพลงได้ วิธีการเช่นนี้ของลูกคู่เรียกว่า “ทอกเพลงบอก”
กลอนเพลงบอกตามแบบที่พระรัตนธัชมุนีคิดดัดแปลงขึ้นนี้ มีผู้ให้ความสนใจศึกษาและฝึกฝนจนมีชื่อเสียงโด่งดังในยุคแรกหลายคน เช่น เพลงบอกเนตร ชลารัตน์ อำเภอพรหมคีรี เพลงบอกกรอด (หลอด) อำเภอปากพนัง เพลงบอกปาน (บอด) อำเภอหัวไทร และเพลงบอกชู อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น
เพลงบอกคณะหนึ่ง ๆ ประกอบด้วย แม่เพลง ๑ คน ลูกคู่ ๒ - ๓ คน ทุกคนแต่งกายธรรมดา ดนตรีใช้ฉิ่งตีบังคับจังหวะ ๑ คู่ การเล่นเดิมนิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์ เพื่อบอกสงกรานต์ ภายหลังเล่นในงานทั่วไปและมีวัตถุประสงค์ต่าง ๆ กัน เช่น เพื่อประชาสัมพันธ์บอกข่าวสารต่าง ๆ ร้องบางสรวงในพิธีกรรม เพื่อความครึกครื้นในวงสนทนาทั่ว ๆ ไป และที่นับว่าเด่นเป็นที่ชื่นชอบกันมากที่สุดคือ เพื่อโต้ประชันอวดฝีปากกัน
จากหลักฐานและข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ดังกล่าวมาพอจะประมวลได้ว่าเพลงบอก : การละเล่นพื้นบ้านเมืองนครศรีธรรมราช เกิดขึ้นและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในนครศรีธรรมราชมาตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์
การแบ่งกลุ่มศิลปินเพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราช ออกเป็นช่วงเวลาต่าง ๆ โดยอาศัยช่วงปีที่ศิลปินเพลงบอกคณะนั้นเริ่มเข้าสู่วงการศิลปินเพลงบอกเป็นสำคัญ จากการสัมภาษณ์ศิลปินเพลงบอกโดยตรง จากหลักฐานเอกสารและวิทยากรท้องถิ่นที่พอจะสืบสาวราวเรื่องได้ สามารถจัดแบ่งกลุ่มศิลปินเพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราชได้ดังนี้
จากหลักฐานทางวรรณคดีไทย ทั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ได้ข้อสรุปตรงกันว่า ความเจริญรุ่งเรืองของศิลปะ โดยเฉพาะวรรณคดี แต่ละยุคสมัยโดยเฉพาะยุคที่เจริญรุ่งเรืองสุดนั้น นักปราชญ์ราชกวีจะทำงานอย่างเข้มแข็ง ประชาชนสนใจในกิจกรรมงานกวีนั้น
ความเจริญรุ่งเรืองดังกล่าวนี้ อาจจะเป็นเพราะปัจจัยต่อไปนี้
ส่วนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ศิลปะวรรณคดีเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เพราะพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงเป็นศิลปินโดยแท้ ทรงส่งเสริมงานศิลปะทุกประเภท เช่น การกวี การละคร และการช่างฝีมือ
จากตัวอย่างหลักฐานดังกล่าว แสดงว่าผู้อุปถัมภ์กวี หรือศิลปิน ประชาชน และบริบทหรือสิ่งแวดล้อมทางสังคมเป็นปัจจัยที่สนับสนุนส่งเสริมศิลปะให้มีความเจริญรุ่งเรือง
การเล่นเพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราช มีเหตุปัจจัยสนับสนุนส่งเสริมทำนองเดียวกันกับศิลปะวรรณคดี คือ มีผู้อุปถัมภ์ ศิลปินเพลงบอก ประชาชนและบริบทหรือสิ่งแวดล้อมทางสังคม
ผู้อุปถัมภ์ศิลปินเพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ยุคต้น ๆ คือ ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๗๕ กระทั่งถึงปัจจุบันได้คลี่คลายมาเป็นลำดับ กล่าวคือ แรกเริ่มเดิมทีวัด หรือภิกษุ หรือสถาบันศาสนา มีบทบาทสำคัญยิ่ง การต่อ ๆ มา มีผู้อุปถัมภ์เพิ่มขึ้น เช่น ผู้มีฐานะดีที่มีใจรักในศิลปินเพลงบอก นักจัดรายการ สถาบันการศึกษา องค์กรของรัฐและเอกชน เป็นต้น
ภิกษุที่สนใจการพากย์ กลอน และอุปถัมภ์ค้ำจุนศิลปินเพลงบอกในรูปลักษณะต่าง ๆ มีอยู่หลายรูปทั้งที่สมรณภาพไปนานแล้ว และยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน เช่น พระรัตนธัชมุนี (ม่วง) วัดท่าโพธิ์วรวิหาร พระรัตนธัชมุนี (แบน) วัดพระธรรมวรวิหาร และพระครูเมตตาวิหาร วัดนันทาราม ปากพนัง พระปลัดเลี่ยม อาลัย วัดเพชรจิก พระครูพิพิธคณาทร วัดบางพระ ปากพนัง พระครูอรรถธรรมรส วัดท่าซอม หัวไทร พระครูวินิจวิหารคุณ วัดสระโพธิ์ เชียรใหญ่ และพระสงฆ์อีกหลายรูป
ภาพลักษณ์ที่ภิกษุหรือสถาบันศาสนา อุปถัมภ์ค้ำจุนศิลปินเพลงบอก จำแนกเป็น ๓ ลักษณะสำคัญ คือ
ภิกษุหรือสถาบันศาสนาที่บรรดาศิลปินเพลงบอกยอมรับกันว่าเป็นสถาบันชั้นครูสูงสุด คือ พระรัตนธัชมุนี (ม่วง) แห่งวัดท่าโพธิ์วรวิหาร
เพลงบอกและศิลปินเพลงบอก เป็นเรื่องของพื้นบ้านเมื่อเทียบกับโขนละคร ฟ้อนรำซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องอยู่กับราชสำนัก จะพบว่าองค์กรของรัฐในยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองจะให้ความสนใจเรื่อง “พื้นบ้าน” โดยเฉพาะเพลงบอกค่อนข้างน้อย
แต่บางช่วงเวลาศิลปินพื้นบ้านก็ได้รับความสนใจจากองค์กรส่วนกลางอยู่บ้าง เช่น มีหลักฐานปรากฏว่าศิลปินพื้นบ้านได้รับการอบรมจากองค์กรของรัฐส่วนกลาง
อย่างไรก็ตามจากหลักฐานทางการศึกษาคติชนวิทยาและวัฒนธรรม พบว่าองค์กรของรัฐส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ได้หันมาสนใจในแง่ของการสนับสนุนศิลปินพื้นบ้านค่อนข้างจริงจังและกว้างขึ้น เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นมาเรื่อย
องค์กรของรัฐส่วนกลางที่ดูแลศิลปินพื้นบ้านอย่างใกล้ชิดตามภารกิจขององค์กรคือ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งได้พัฒนาขึ้นเมื่อประมาณเกือบ ๒๕ ปีที่ผ่านมา โครงการสำคัญที่ส่งผลต่อการอุปถัมภ์ค้ำจุนศิลปินพื้นบ้านอย่างเป็นรูปธรรมคือ “โครงการส่งเสริมผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม”
ในสภาวการณ์ปัจจุบันองค์กรเอกชนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นมูลนิธิ สมาคม ชมรม สโมสร และกลุ่มสนใจต่าง ๆ จึงเปิดโอกาสให้องค์กรเอกชนเหล่านี้ได้มีบทบาท และมีส่วนสำคัญในการอุปถัมภ์ค้ำจุน และส่งเสริมศิลปินพื้นบ้านทุกประเภท
จากข้อมูลของสำนักงานจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่าเมืองนครศรีธรรมราชมีองค์กรเอกชนจำนวนมากมาย หากศิลปินพื้นบ้านได้รับการอุปถัมภ์ค้ำจุนเพียงคณะละหนึ่งองค์กร ศิลปินก็จะมีพลังสร้างสรรค์ผลงานศิลปะมาบริการสังคมได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยการสนับสนุนส่งเสริมการเล่นเพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราชในอดีตกับปัจจุบันแล้วเห็นว่า ปัจจุบันยังมีช่องทางค่อนข้างหลากหลายกว่าอดีต น่าจะเป็นที่คาดหวังได้ว่า ในทศวรรษนี้จะเป็นทศวรรษที่มีคุณค่าและความหมายต่อศิลปินพื้นบ้าน โดยเฉพาะเพลงบอกทุกรุ่นทุกพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม สามารถสร้างความเข้มแข็งให้แก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้สมบูรณ์เต็มศักยภาพ