เพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราช

รศ.วิมล ดำศรี
๑. ความนำ

เพลงบอกเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวปักษ์ใต้ บริเวณจังหวัดภาคใต้ตอนบนและตอนกลาง อันได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง และสงขลา นิยมเล่นในวันตรุษสงกรานต์ เป็นการบอกกล่าวป่าวร้องให้ชาวบ้านละแวกได้ทราบว่าถึงวันปีใหม่แล้ว หรือเป็นการบอกเล่าเรื่องราวข่าวสารต่าง ๆ เช่น บอกข่าวเชิญไปทำบุญกุศลที่นั่นที่นี่ตามเหตุการณ์ จะเห็นได้ว่าเพลงบอกเกิดขึ้นเพื่อใช้ในการป่าวประกาศเรื่องราวต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบนั่นเอง

เหตุผลก็คือในสมัยโบราณคนที่รู้หนังสืออ่านออกเขียนได้มีน้อย กิจการพิมพ์ก็ไม่แพร่หลาย โดยเฉพาะรายละเอียดการเปลี่ยนปีหรือประกาศสงกรานต์ประจำปี ไม่ได้มีการพิมพ์ปฏิทินอย่างเช่นปัจจุบัน

เพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราช
๒. เพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราช

นักวิชาการและผู้สนใจศึกษาค้นคว้าสืบหาประวัติความเป็นมาของเพลงบอก : การละเล่นพื้นบ้านเมืองนครศรีธรรมราช ต่างมีข้อสันนิษฐานตรงกันว่ามีการเล่นเพลงบอกอย่างแพร่หลายในนครศรีธรรมราชมานานแล้ว โดยมีข้อมูลและเหตุผลหลายประการประกอบการพิจารณา ดังนี้

๑. ชวน เพชรแก้ว

ชวน เพชรแก้ว เขียนไว้ในหนังสือเพลงบอก และนักเล่นเพลงบอกรุ่นเก่าของเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ ความว่า เมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองใหญ่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวัฒนธรรมแต่โบราณ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าความเจริญทางด้านการศึกษาเล่าเรียน และศิลปะวิทยาการ เกิดขึ้นที่เมืองนี้ก่อน และเมื่อผู้ใฝ่หาความรู้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาในชั้นหลังนั้น พ่อขุนรามคำแหงได้โปรดให้นำเอานักปราชญ์ราชบัณฑิตและภิกษุสงฆ์จากบ้านเมืองนี้ไปเผยแพร่วิทยาการต่าง ๆ ที่กรุงสุโขทัย

เนื่องจากเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองใหญ่และมีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่โบราณ จึงน่าให้คิดว่าเพลงบอกก็น่าจะถือกำเนิดขึ้นที่เมืองนี้ก่อน แล้วแพร่กระจายออกไปยังจังหวัดใกล้เคียง คือ สุราษฎร์ธานี ชุมพร ตรัง พัทลุง และสงขลา

ท่านขุนอาเทศคดี (กลอน มัลลิกะมาส) คนเก่าคนแก่ของเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งมีความรอบรู้และสนใจในเรื่องท้องถิ่นภาคใต้มาก ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกำเนิดของเพลงบอกไว้น่าสนใจว่า การเล่นเพลงบอกเป็นศิลปะของชาวภาคใต้โดยแท้ ไม่ได้รับเอามาจากที่ใด และการเล่นชนิดนี้น่าจะเริ่มมีที่เมืองนครศรีธรรมราชอย่างแน่นอน เพราะเมืองนครฯ เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับเป็นพันปี ศิลปวัฒนธรรมและวิชาการต่าง ๆ ก็เริ่มต้นที่เมืองนี้

นายเนตร ชลารัตน์ นักเล่นเพลงบอกรุ่นเก่าของเมืองนครศรีธรรมราช ก็เชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองนี้อย่างแน่นอน และกล่าวว่ามีนักเล่นเพลงบอกของเมืองนี้มากมาย มีแบบฉบับการเล่นที่เป็นแบบของตัวเอง นักเล่นเพลงรุ่นเก่า เช่น นายเรือง นาใน นายควาย ท่านพานรักษ์ นายช่วย เสมาชัย ก็เป็นชาวเมืองนครศรีธรรมราชทั้งสิ้น

๒. พร้อม บุญสุข

พร้อม บุญสุข เขียนไว้ในวารสารวิชชา ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑ มิถุนายน - กันยายน ๒๕๑๙ กล่าวถึงช่วงปลายเดือนสี่ต่อต้นเดือนห้า ซึ่งย่างเข้าเขตตรุษสงกรานต์ ถ้าท่านท่องเที่ยวไปในท้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง หรือสงขลา ตอนพลบค่ำมักจะได้ยินเสียง เอ้อ ๆ อ้า ๆ ตามละแวกบ้านใกล้เรือนเคียง นั่นแหละคือเสียงของนักเพลงลูกทุ่งปักษ์ใต้ โดยทั่ว ๆ ไปเรียกกันว่า “เพลงบอก”

๓. สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้

สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา ได้บันทึกเรื่องเพลงบอกไว้ว่า เพลงบอกเป็นเพลงพื้นเมืองที่นิยมเล่นแพร่หลายที่สุด ในสมัยก่อนเมื่อถึงหน้าสงกรานต์ ยังไม่มีปฏิทินบอกสงกรานต์แพร่หลายอย่างปัจจุบัน แม้เพลงจะนำรายละเอียดเกี่ยวกับสงกรานต์ออกป่าวประกาศแก่ชาวบ้าน โดยร้องเป็นเพลงพื้นบ้าน มีลูกคู่รับเป็นทำนองเฉพาะ เพลงดังกล่าวจึงได้ชื่อว่า “เพลงบอก” ด้วยเหตุนี้

กลอนเพลงบอก ดัดแปลงมาจากเพลงพื้นฐานโบราณชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “เพลงเห่” บ้าง “เพลงฉะ” บ้าง และ “แปดบท” บ้าง

นายเรือง นาใน นายเรืองมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีความสามารถเชิงแปดบทเป็นอันมาก จนได้สมญาว่า “นายเรืองแปดบท”

ต่อมาขุนประดิษฐ์ ได้ดัดแปลงกลอนแปดบทขึ้นเป็นกลอนเพลงบอก เรียกติดปากกันในครั้งนั้นว่า “เพลงบอกขุนประดิษฐ์” นักกลอนเพลงบอกในระยะแรกที่มีชื่อเสียง เช่น นายควาย นายชูประดิษฐ์ นายช่วย ขุนเลา นายแดง เป็นต้น

มีนครมหานคร
นามขนานนครลิต
ประจิมทิศและบูรพา
มีทุ่งนาเรียง
มีสนามหญ้าอยู่หน้าเมือง
เจริญรุ่งเรืองครั้งโบราณ
ป้อมปราการเอกริงราย
ยังปรากฏเสียง
เป็นเมืองเอก ณ ฝ่ายใต้
ทั้งพลไพร่ก็พร้อมเพรียง
ฐานเรียงแถววิถี
เมธีมล
มีศาลาหน้าครินทร์
พื้นเป็นดินก่อด้วยอิฐ
หลังคาปิดบังร้อน
ทั้งใต้ค่อนฝน
ศาลานี้มีเป็นหลัก
ที่สำหรับประชาชน
ผู้เดินหนได้หยุดอยู่
ทุกฤดูกาล
มีประตูอยู่ทุกด้าน
ซึ่งสูงพ้นหลังคา
รอบศาลากิ่งโตใหญ่
อยู่แน่ไพศาล
อยู่ในถิ่นประชุมริมถนน
เป็นที่ชนได้สำราญ
แต่ก่อนกาลคิดคำบรรพ์
เป็นสำคัญกล่าว

จากตัวอย่างกลอนเพลงบอกที่ยกมา จะเห็นแผนบังคับได้ ดังนี้

แผนบังคับดังกล่าว เวลาขับร้องกลอนสดอาจยืดหยุ่นได้บ้าง ทั้งจำนวนคำสัมผัสและจำนวนวรรค ซึ่งอาจลดหรือเพิ่มแต่ละบาทได้ ๑ วรรค ส่วนการร้องของแม่เพลงและการรับของลูกคู่กำหนดไว้เป็นแบบแผนตายตัว

การรับของลูกคู่ อาจแทรกวลีหรือถ้อยคำระหว่างจังหวะกลอนที่แม่เพลงกำลังว่าอยู่ได้ เพื่อให้ลีลากลอนครึกครื้นสนุกสนานและช่วยแก้ปัญหาการติดกลอนของแม่เพลงได้ วิธีการเช่นนี้ของลูกคู่เรียกว่า “ทอกเพลงบอก”

กลอนเพลงบอกตามแบบที่พระรัตนธัชมุนีคิดดัดแปลงขึ้นนี้ มีผู้ให้ความสนใจศึกษาและฝึกฝนจนมีชื่อเสียงโด่งดังในยุคแรกหลายคน เช่น เพลงบอกเนตร ชลารัตน์ อำเภอพรหมคีรี เพลงบอกกรอด (หลอด) อำเภอปากพนัง เพลงบอกปาน (บอด) อำเภอหัวไทร และเพลงบอกชู อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น

เพลงบอกคณะหนึ่ง ๆ ประกอบด้วย แม่เพลง ๑ คน ลูกคู่ ๒ - ๓ คน ทุกคนแต่งกายธรรมดา ดนตรีใช้ฉิ่งตีบังคับจังหวะ ๑ คู่ การเล่นเดิมนิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์ เพื่อบอกสงกรานต์ ภายหลังเล่นในงานทั่วไปและมีวัตถุประสงค์ต่าง ๆ กัน เช่น เพื่อประชาสัมพันธ์บอกข่าวสารต่าง ๆ ร้องบางสรวงในพิธีกรรม เพื่อความครึกครื้นในวงสนทนาทั่ว ๆ ไป และที่นับว่าเด่นเป็นที่ชื่นชอบกันมากที่สุดคือ เพื่อโต้ประชันอวดฝีปากกัน

จากหลักฐานและข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ดังกล่าวมาพอจะประมวลได้ว่าเพลงบอก : การละเล่นพื้นบ้านเมืองนครศรีธรรมราช เกิดขึ้นและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในนครศรีธรรมราชมาตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์

การแสดงเพลงบอก
ศิลปินเพลงบอก
๓. ศิลปินเพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราชในช่วงเวลาต่าง ๆ

การแบ่งกลุ่มศิลปินเพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราช ออกเป็นช่วงเวลาต่าง ๆ โดยอาศัยช่วงปีที่ศิลปินเพลงบอกคณะนั้นเริ่มเข้าสู่วงการศิลปินเพลงบอกเป็นสำคัญ จากการสัมภาษณ์ศิลปินเพลงบอกโดยตรง จากหลักฐานเอกสารและวิทยากรท้องถิ่นที่พอจะสืบสาวราวเรื่องได้ สามารถจัดแบ่งกลุ่มศิลปินเพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราชได้ดังนี้

๓.๑ กลุ่มที่ ๑
พระรัตนธัชมุนี (ม่วง รัตนโอภาส), เพลงบอกสมประจญ, เพลงบอกช่วย เสมาชัย, เพลงบอกปรีชาควาย, เพลงบอกชู (ขุนประดิษฐ์), เพลงบอกป้าน (ขุนชำนาญกฤต), เพลงบอกคงผอม, เพลงบอกเอี๊ยบ, เพลงบอกศรีมล, เพลงบอกสุชปราชญ์, เพลงบอกทุ่ม, เพลงบอกรุ่ง, เพลงบอกชู (พระครูวินัยธร : ชู ชูรัตน์), เพลงบอกกรอดหลอด, เพลงบอกปานบอด และเพลงบอกเนตร ชลารัตน์
๓.๒ กลุ่มที่ ๒
เพลงบอกเฮียบ เหรียญทอง (เฮียบ เพ็ชรคงทอง), เพลงบอกสร้อย เสียงเสนาะ (สร้อย ดำแจ่ม), เพลงบอกแมน อัศวิน (แมน อักษรคง), เพลงบอกขาว โกดี, เพลงบอกกล่อม รุ่งเรือง, เพลงบอกช่วย, เพลงบอกจรัส ผาการอง, เพลงบอกชม ศรีเคลื่อน และเพลงบอกหนู เนาว์สุวรรณ เป็นต้น
๓.๓ กลุ่มที่ ๓
เพลงบอกแย้ม (แย้ม ชูแก้ว), เพลงบอกกระจ่าง ถึงทองคำ (กระจ่าง ชำนาญภัย), เพลงบอกต้อง สุตตะเมือง, เพลงบอกแดง หนูทอง, เพลงบอกทิวา เสียงทอง (ทะวง แก้วบวง), เพลงบอกพร้อม เสียงใส, เพลงบอกศรีพัฒน์ คงผอม, เพลงบอกเพรียง สุวรรณ, เพลงบอกแนบ เกิดทอง และเพลงบอกหนูวัดบุญญาธิการ เป็นต้น
๓.๔ กลุ่มที่ ๔
เพลงบอกสมบูรณ์ ฉิมพลี, เพลงบอกสมบูรณ์ รัตนมาก, เพลงบอกระเบียบ คงเลิศ, เพลงบอกทิ้ง มายาด, เพลงบอกศรัทธา, เพลงบอกอิทธิชัย, เพลงบอกอนุรักษ์ เจริญชัย, เพลงบอกชื่น ไสสุวรรณ, เพลงบอกสำลี มัฆฉิกะ, เพลงบอกวิฑูรย์ เพชรกุล, เพลงบอกวีรัตน์ ภาระแพง, เพลงบอกสุรินทร์ เสียงเสนาะ, เพลงบอกรัตน์ แก้วสังข์, เพลงบอกประมูล, เพลงบอกเพิ่ม, เพลงบอกหนูทับ, เพลงบอกประสงค์ ศรีเพ็ชร, เพลงบอกถาวร อินทร์แก้ว, เพลงบอกอนุกูล พลบุญ, เพลงบอกแดง พลบุญ, เพลงบอกเจริญ สุขศาสน์, เพลงบอกชะลอ สีวิโมก, เพลงบอกเล็ก สีวิโมก, เพลงบอกเปรียบ หนูนเคราะห์, เพลงบอกประสาน เสียงเสนาะ, เพลงบอกด้วนเกาะโพธิ์, เพลงบอกศรี บุญเพชร, เพลงบอกเด่น เทพนุช, เพลงบอกผมใจ ศรีอู่ทอง, เพลงบอกสถิตย์ ลูกพ่อสังข์, เพลงบอกประทิน สุขจันทร์, เพลงบอกเที่ยว กังวาล, เพลงบอกสร้อยหญิงเขาพระทอง, เพลงบอกเทียนสีดำ, เพลงบอกเลี่ยม เสียงใส, เพลงบอกวิลาศ ชูศิลป์, เพลงบอกขจร อำนวยศิลป์, เพลงบอกวิทยา เสียงใส, เพลงบอกอาทิตย์ มสมทอง, เพลงบอกพวน เทพณรงค์, เพลงบอกทวีศวิน (ทวี การีรักษ์), เพลงบอกขวน จนธิ์ และอื่น ๆ
๓.๕ กลุ่มที่ ๕
เพลงบอกปรีชา สุขจันทร์, เพลงบอกศรีเมือง แต่ง, เพลงบอกเคลื่อน แก้วถาวร, เพลงบอกประกอบศิลป์ ปรีดาศักดิ์, เพลงบอกประสงค์ คงเขินดี, เพลงบอกประกาศศิลป์ (ประภา รามจันทร์), เพลงบอกลาด ชูตรี, เพลงบอกนิกกร เสียงเสนาะ (นิกร ดำแจ่ม), เพลงบอกระแบบ บันทริงเมือง (ระแบบ ศรีเพชร), เพลงบอกสมปอง บุญแก้ววรรณ, เพลงบอกทวีป ช่วยพันธ์, เพลงบอกเทียมศักดิ์ ศิริวงศ์, เพลงบอกจำนง วังจำนง เป็นต้น
๔. ปัจจัยสนับสนุนส่งเสริมการเล่นเพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราช

จากหลักฐานทางวรรณคดีไทย ทั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ได้ข้อสรุปตรงกันว่า ความเจริญรุ่งเรืองของศิลปะ โดยเฉพาะวรรณคดี แต่ละยุคสมัยโดยเฉพาะยุคที่เจริญรุ่งเรืองสุดนั้น นักปราชญ์ราชกวีจะทำงานอย่างเข้มแข็ง ประชาชนสนใจในกิจกรรมงานกวีนั้น

ความเจริญรุ่งเรืองดังกล่าวนี้ อาจจะเป็นเพราะปัจจัยต่อไปนี้

๑.
สมัยกรุงศรีอยุธยา ศิลปะวรรณคดีมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เนื่องด้วยมีปัจจัยเกื้อกูลหลายประการ เช่น เหตุการณ์บ้านเมืองช่วยให้วรรณคดีเจริญ เวลานั้นมีบาทหลวงเข้ามาสอนศาสนาคริสต์มาก สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงส่งเสริมให้นักปราชญ์ช่วยกันแต่งหนังสือ
๒.
สมัยนั้นไทยชนะเชียงใหม่ การได้ชัยชนะในสงครามย่อมดลใจให้กวีแสดงความชื่นชมออกมาเป็นกวีนิพนธ์
๓.
สมัยนั้นกวีได้รับความโปรดปรานจากพระมหากษัตริย์ พระองค์เองทรงเป็นกวี และทรงสนพระทัยบทกวีเป็นอย่างดี

ส่วนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ศิลปะวรรณคดีเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เพราะพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงเป็นศิลปินโดยแท้ ทรงส่งเสริมงานศิลปะทุกประเภท เช่น การกวี การละคร และการช่างฝีมือ

๑.
ทางราชสำนัก ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงโปรดการละคร กิจการแผนกนี้จึงเจริญไปพร้อม ๆ กับการกวี ทรงพระราชนิพนธ์บทละครหลายเรื่อง
๒.
ทางประชาชน เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงนำทางวรรณคดี ประชาชนก็พากันนิยมตามกันไปด้วย ประชาชนทั่วไปสนใจทางวรรณคดีกันมากขึ้น เช่น เพลงยาว สักวา ดอกสร้อย และเสภา

จากตัวอย่างหลักฐานดังกล่าว แสดงว่าผู้อุปถัมภ์กวี หรือศิลปิน ประชาชน และบริบทหรือสิ่งแวดล้อมทางสังคมเป็นปัจจัยที่สนับสนุนส่งเสริมศิลปะให้มีความเจริญรุ่งเรือง

การเล่นเพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราช มีเหตุปัจจัยสนับสนุนส่งเสริมทำนองเดียวกันกับศิลปะวรรณคดี คือ มีผู้อุปถัมภ์ ศิลปินเพลงบอก ประชาชนและบริบทหรือสิ่งแวดล้อมทางสังคม

เพลงบอกนครศรีธรรมราช
ผู้อุปถัมภ์ศิลปินเพลงบอก

ผู้อุปถัมภ์ศิลปินเพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ยุคต้น ๆ คือ ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๗๕ กระทั่งถึงปัจจุบันได้คลี่คลายมาเป็นลำดับ กล่าวคือ แรกเริ่มเดิมทีวัด หรือภิกษุ หรือสถาบันศาสนา มีบทบาทสำคัญยิ่ง การต่อ ๆ มา มีผู้อุปถัมภ์เพิ่มขึ้น เช่น ผู้มีฐานะดีที่มีใจรักในศิลปินเพลงบอก นักจัดรายการ สถาบันการศึกษา องค์กรของรัฐและเอกชน เป็นต้น

๑. วัด ภิกษุหรือสถาบันศาสนา

ภิกษุที่สนใจการพากย์ กลอน และอุปถัมภ์ค้ำจุนศิลปินเพลงบอกในรูปลักษณะต่าง ๆ มีอยู่หลายรูปทั้งที่สมรณภาพไปนานแล้ว และยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน เช่น พระรัตนธัชมุนี (ม่วง) วัดท่าโพธิ์วรวิหาร พระรัตนธัชมุนี (แบน) วัดพระธรรมวรวิหาร และพระครูเมตตาวิหาร วัดนันทาราม ปากพนัง พระปลัดเลี่ยม อาลัย วัดเพชรจิก พระครูพิพิธคณาทร วัดบางพระ ปากพนัง พระครูอรรถธรรมรส วัดท่าซอม หัวไทร พระครูวินิจวิหารคุณ วัดสระโพธิ์ เชียรใหญ่ และพระสงฆ์อีกหลายรูป

ภาพลักษณ์ที่ภิกษุหรือสถาบันศาสนา อุปถัมภ์ค้ำจุนศิลปินเพลงบอก จำแนกเป็น ๓ ลักษณะสำคัญ คือ

๑.
สร้างสรรค์ศิลปินเพลงบอก ด้วยวิธีการใช้วัดเป็นศูนย์กลางให้การศึกษาฝึกหัด ส่งเสริมเพิ่มพูนทักษะเรื่องการพากย์กลอนเพลงบอก
๒.
สร้างงาน สร้างเวที สร้างสนาม ให้ศิลปินเพลงบอกได้มีโอกาสแสดงความสามารถ เช่น การจัดงานประเพณีเทศกาลต่าง ๆ ขึ้นที่วัด
๓.
ส่งเสริมและเผยแพร่งานของศิลปินเพลงบอกในรูปลักษณะต่าง ๆ เช่น การกล่าวแสดงความชื่นชม การเปิดโอกาสให้ศิลปินแสดงความสามารถต่อหน้าสาธารณชน และการบันทึกเสียง

ภิกษุหรือสถาบันศาสนาที่บรรดาศิลปินเพลงบอกยอมรับกันว่าเป็นสถาบันชั้นครูสูงสุด คือ พระรัตนธัชมุนี (ม่วง) แห่งวัดท่าโพธิ์วรวิหาร

วัดท่าโพธิ์เป็นวัด
ที่ติดอยู่ในประวัติศาสตร์
เพราะเป็นที่พำนักของนักปราชญ์
ท่านผู้ฉลาดใหญ่
ใครเป็นศิษย์ของวัดท่าโพธิ์
รู้สึกว่ามีแก่นเหลือใจ
เพราะท่านผู้ใหญ่เขาคอยย่อง
รับรองตลอดมา
อันว่าวัดท่าข้าม
เจ้าคุณนั้นที่สร้างไว้
ยังมีมากมายอยู่ที่วัด
น่าโลมนมัสสา
เช่นโรงเรียนประจำจังหวัด
ท่านเป็นผู้จัดสร้างมา
๒. องค์กรของรัฐ

เพลงบอกและศิลปินเพลงบอก เป็นเรื่องของพื้นบ้านเมื่อเทียบกับโขนละคร ฟ้อนรำซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องอยู่กับราชสำนัก จะพบว่าองค์กรของรัฐในยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองจะให้ความสนใจเรื่อง “พื้นบ้าน” โดยเฉพาะเพลงบอกค่อนข้างน้อย

แต่บางช่วงเวลาศิลปินพื้นบ้านก็ได้รับความสนใจจากองค์กรส่วนกลางอยู่บ้าง เช่น มีหลักฐานปรากฏว่าศิลปินพื้นบ้านได้รับการอบรมจากองค์กรของรัฐส่วนกลาง

อย่างไรก็ตามจากหลักฐานทางการศึกษาคติชนวิทยาและวัฒนธรรม พบว่าองค์กรของรัฐส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ได้หันมาสนใจในแง่ของการสนับสนุนศิลปินพื้นบ้านค่อนข้างจริงจังและกว้างขึ้น เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นมาเรื่อย

องค์กรของรัฐส่วนกลางที่ดูแลศิลปินพื้นบ้านอย่างใกล้ชิดตามภารกิจขององค์กรคือ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งได้พัฒนาขึ้นเมื่อประมาณเกือบ ๒๕ ปีที่ผ่านมา โครงการสำคัญที่ส่งผลต่อการอุปถัมภ์ค้ำจุนศิลปินพื้นบ้านอย่างเป็นรูปธรรมคือ “โครงการส่งเสริมผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม”

๓. องค์กรเอกชน

ในสภาวการณ์ปัจจุบันองค์กรเอกชนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นมูลนิธิ สมาคม ชมรม สโมสร และกลุ่มสนใจต่าง ๆ จึงเปิดโอกาสให้องค์กรเอกชนเหล่านี้ได้มีบทบาท และมีส่วนสำคัญในการอุปถัมภ์ค้ำจุน และส่งเสริมศิลปินพื้นบ้านทุกประเภท

จากข้อมูลของสำนักงานจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่าเมืองนครศรีธรรมราชมีองค์กรเอกชนจำนวนมากมาย หากศิลปินพื้นบ้านได้รับการอุปถัมภ์ค้ำจุนเพียงคณะละหนึ่งองค์กร ศิลปินก็จะมีพลังสร้างสรรค์ผลงานศิลปะมาบริการสังคมได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยการสนับสนุนส่งเสริมการเล่นเพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราชในอดีตกับปัจจุบันแล้วเห็นว่า ปัจจุบันยังมีช่องทางค่อนข้างหลากหลายกว่าอดีต น่าจะเป็นที่คาดหวังได้ว่า ในทศวรรษนี้จะเป็นทศวรรษที่มีคุณค่าและความหมายต่อศิลปินพื้นบ้าน โดยเฉพาะเพลงบอกทุกรุ่นทุกพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม สามารถสร้างความเข้มแข็งให้แก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้สมบูรณ์เต็มศักยภาพ

ที่มา : หนังสือเพลงบอก : ศาสตร์-ศิลป์ ที่ควรรู้